รู้หรือไม่?...“ระบบธรรมาภิบาล” ก็ช่วย “จับโจร” ได้เหมือนกัน !!!
Wealth Sustainable: ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวบริษัทดังๆ มีข่าวโกงแบบสุดเหวี่ยงกันบ่อยๆ ทั้งๆ ที่มีการพูดถึง “ธรรมาภิบาล” กันทุกวัน แล้วทำไมถึงยังเกิดขึ้นได้?
“ธรรมาภิบาล” หรือ “ระบบกำกับดูแลกิจการ” ก็เหมือนกับการติดกล้องวงจรปิด มีเซฟการ์ดสารพัด ตั้งแต่มีคณะกรรมการคอยจับตาดู มีระบบควบคุมภายในที่แบ่งแยกหน้าที่ชัดเจน มีระบบการแจ้งเบาะแส และมีคนตรวจสอบบัญชี เรียกรวมๆ ว่า “ระบบเตือนภัย” นั่นแหละ
แต่ถึงจะมีระบบเตือนภัยครบครัน การโกงก็ยังเกิดขึ้นจนนักลงทุนบ่นอุบ “มีไปทำไม ไม่เห็นช่วยอะไร”
สถานการณ์แบบนี้ก็เหมือนกับวลี “The dog that didn't bark” ในนิยายสืบสวน “Sherlock Holmes” เพราะปกติสุนัขเห่าเมื่อเจอคนแปลกหน้า แต่ถ้าไม่เห่า นั่นหมายความว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” หรือ “มีเหตุร้าย แต่คนร้ายเป็นคนคุ้นเคยหรืออาจเป็นเจ้าของซะเอง”

ในนิยาย คนอ่านเข้าใจว่าทำไมสุนัขถึงไม่เห่า แต่ในโลกธุรกิจ คงทำใจยอมรับได้ยากว่า ทำไมระบบเตือนภัยไม่ทำงาน เพราะการที่ระบบไม่ทำงาน มันอาจสะท้อนได้ว่า การโกงนั้นอาจมีคนในเข้ามาเกี่ยวข้อง (ซึ่งกรณีทุจริตที่ผ่านมา ก็มีคนในเกี่ยวข้องจริงๆ) แต่การบอกว่า “ธรรมาภิบาลไม่มีประโยชน์” อาจจะไม่ถูกซะทีเดียว เพราะจริงๆ แล้ว ระบบธรรมาภิบาลก็ช่วยจับโจรได้เหมือนกัน
ข้อมูลจาก “ACFE” บอกว่า ยิ่งคนโกงมีตำแหน่งสูง เช่น กรรมการหรือผู้บริหาร ก็ยิ่งสร้างความเสียหายมากกว่าพนักงานทั่วไป 8 เท่า และเกือบครึ่งของการจับทุจริตเกิดจากการให้เบาะแสของคนในองค์กรด้วยกันเอง ตามมาด้วยการมีระบบตรวจสอบภายใน ซึ่งหากไม่มีระบบข้างต้น ธุรกิจที่มีคนโกงจะยิ่งเสียหายมากกว่านี้
ข้อมูลจาก “John D. O'Gara” บอกว่า คนตำแหน่งสูงมักใช้ “ความสัมพันธ์” เป็นตัวช่วยในการโกง ในขณะที่พนักงานทั่วไปโกงได้แค่ “ธุรกรรม” เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งคนใหญ่คนโตยังมี “อำนาจ” “ตำแหน่ง” และ “ข้อมูล” ส่วนพนักงานทั่วไปจะไม่มี
“วิธีโกงของคนใหญ่คนโตก็เลยมีหลากหลายตั้งแต่จ้างคนกลางกินหัวคิว การ Outsource งานให้กับคนที่รู้จัก การทำรายการที่เอื้อและถ่ายเทผลประโยชน์ให้พวกพ้องตัวเอง การไปตั้งบริษัทในประเทศที่เป็น Tax Heaven หรือพยายามออกไปลงทุนบ่อยๆ แต่กลับไม่มีนโยบายเรื่องการลงทุนที่ชัดเจน”
สรุปง่ายๆ ถ้าอยากจับโจรให้ทัน ต้องรู้จักวิธีการ รูปแบบการโกง และธุรกรรมที่น่าสงสัย
มาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านแนวคิด “Active Citizen” เพื่อเป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น มีบทบาท และมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
ข้อมูลสถิติการทุจริตจาก ACFE Report 2024
โดยเฉลี่ยการโกงทั่วโลกมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 55 ล้านบาทต่อเคส คาดการณ์ว่าจะมีสัดส่วนเป็น 5% ของรายได้ของกิจการ
ระยะเวลาการโกง 6 เดือน จะมีมูลค่าเสียหายประมาณ 1.05 ล้านบาท แต่หากปล่อยให้นานขึ้นถึง 60 เดือน (5 ปี) ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเป็น 30.6 ล้านบาท หรือสูงขึ้น 30 เท่า
พฤติกรรมคนมีส่วนต่อการทุจริต ซึ่งพบว่าคนที่
1) อยู่กินหรูหรา
2) มีปัญหาทางการเงิน
3) มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าคู่ค้าจนผิดปกติ
เป็น 3 พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การทุจริตได้
องค์กรที่จัดให้มีการอบรมบุคลากรเรื่องการป้องกันการทุจริต จะจับทุจริตได้เร็วขึ้น และลดความเสียหายได้มากกว่าองค์กรที่ไม่ได้อบรม 2 เท่า
การให้เบาะแสเป็นวิธีการที่ช่วยจับทุจริตได้มากที่สุด และคนให้เบาะแสส่วนใหญ่ก็คือคนในองค์กรหรือพนักงานนั่นเอง
หมายเหตุ: มูลค่าความเสียหายคำนวณจาก F/X rate: USD1 = 35 บาท
Reference
-
ACFE: Association of Certified Fraud Examiners
-
Corporate Fraud, case studies in detection and prevention, John D. O’Gara
