การให้ความสำคัญกับมิติ “S” ไม่ใช่ “ต้นทุน”... แต่เป็น "การลงทุน" ในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร !!!
Wealth Sustainable: เมื่อพูดถึง “ESG” (Environmental, Social, Governance) หลายคนมักนึกถึงตัว “E” หรือสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการลดคาร์บอน การจัดการขยะ หรือการใช้พลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริงแล้ว อีกหนึ่งเสาหลักที่สำคัญไม่แพ้กันและกำลังกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวก็คือตัว “S” หรือ “Social” (ด้านสังคม)
“S” หรือ “Social” (ด้านสังคม) ไม่ใช่แค่การบริจาคหรือกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) แต่คือ การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับ “คน” ทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่พนักงานในองค์กรไปจนถึงคนในสังคมวงกว้าง
“S” (Social) ครอบคลุมใครบ้าง
“S” หรือ “Social” (ด้านสังคม) สามารถแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ที่องค์กรต้องดูแลออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ
-
พนักงาน (Employees):หัวใจที่ขับเคลื่อนองค์กร การดูแลพนักงานไม่ใช่แค่เรื่องของเงินเดือนหรือสวัสดิการตามกฎหมาย แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและปลอดภัย
-
ลูกค้า (Customers):การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
-
คู่ค้าและซัพพลายเออร์ (Partners & Suppliers):การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ตลอดจนการตรวจสอบให้แน่ใจว่าตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีการเคารพสิทธิมนุษยชนและใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม
-
ชุมชนและสังคม (Community & Society):การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดี การสร้างผลกระทบเชิงบวก และการรับฟังเสียงของชุมชนที่องค์กรเข้าไปดำเนินธุรกิจ
ทำไม "S" ถึงสำคัญต่อธุรกิจในยุคนี้
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไปไว การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งไม่ได้วัดกันที่กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่วัดกันที่ "ความไว้วางใจ" การให้ความสำคัญกับมิติ “S” จึงสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับธุรกิจ
- ดึงดูดและรักษาคนเก่ง (Talent Attraction & Retention):คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาแค่องค์กรที่ให้ผลตอบแทนดี แต่ยังมองหาองค์กรที่มีวัฒนธรรมที่ดี เคารพความแตกต่างหลากหลาย และใส่ใจในสุขภาวะของพนักงาน (Well-being) องค์กรที่มี “S” ที่แข็งแกร่งจึงเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดคนเก่งให้อยากเข้ามาร่วมงานและอยู่กับองค์กรไปนานๆ

-
เพิ่มประสิทธิภาพและนวัตกรรม:พนักงานที่มีความสุข มีความมั่นคงปลอดภัย และรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร จะมีแรงจูงใจในการทำงานสูงขึ้น นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ
-
สร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty):ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเลือกและพร้อมจะสนับสนุนแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและพนักงานจึงช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
-
ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ:การละเลยมิติ “S” อาจนำไปสู่ความเสี่ยงร้ายแรง เช่น การฟ้องร้องด้านแรงงาน การประท้วงจากชุมชน หรือการถูกแบนจากผู้บริโภค ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและมูลค่าของบริษัทได้อย่างมหาศาล
แนวทางปฏิบัติของมิติ “S”
ตัวอย่างการนำหลักการ “S” ไปปรับใช้ในองค์กร:
-
การดูแลพนักงาน (Employee Welfare):
-
นโยบายสุขภาพจิต (Mental Health): จัดหานักจิตวิทยาให้พนักงานปรึกษา จัดอบรมเรื่องการจัดการความเครียด
-
ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (Fair Wage): ไม่ใช่แค่ขั้นต่ำตามกฎหมาย แต่เป็นค่าตอบแทนที่พนักงานสามารถดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพ
-
ความปลอดภัยในที่ทำงาน (Health & Safety): มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดและตรวจสอบได้จริง
-
ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity & Inclusion - DEI):
-
นโยบายการจ้างงาน: เปิดโอกาสให้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และผู้พิการอย่างเท่าเทียม
-
การพัฒนาผู้นำ: สร้างโอกาสให้ผู้หญิงหรือกลุ่มคนที่ไม่เคยมีบทบาทได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ
-
วัฒนธรรมองค์กร: สร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระโดยไม่กลัวการตัดสิน
-
การดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Responsibility):
-
ตรวจสอบซัพพลายเออร์: ไม่สนับสนุนซัพพลายเออร์ที่ใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานทาส
-
ส่งเสริมคู่ค้าท้องถิ่น: สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในชุมชนเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน
-
การพัฒนาชุมชนและสังคม (Community & Society)
-
การพัฒนาสังคม: ดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับธุรกิจและตอบสนองความต้องการของชุมชน เช่น โครงการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น
-
การมีส่วนร่วมกับชุมชน: จัดตั้งกลไกรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนจากชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
การให้ความสำคัญกับมิติ “S” อาจดูเหมือนเป็น "ต้นทุน" ที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วคือ "การลงทุน" ในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร นั่นก็คือ “คน” องค์กรที่เข้าใจและลงมือทำเรื่อง “Social” อย่างจริงจัง คือ องค์กรที่กำลังสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อการเติบโตในอนาคต สร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยง และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างธุรกิจที่ไม่ได้ดีแค่กับตัวเลขในบัญชี แต่ยังดีต่อใจของทั้งพนักงาน ลูกค้า และสังคม
