องค์กรใช้ “ESG” อย่างไร?... เพียง “เพื่อทำรายงาน” หรือ “เพื่อขับเคลื่อนอนาคตธุรกิจ” !!!
Wealth Sustainable: ถึงแม้ “ESG” จะเริ่มเป็นที่รู้จักว่าเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เพื่อลดผลกะกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม สร้างความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยง เพื่อความยั่งยืนขององค์กร ทว่าคำถามสำคัญที่ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “ESG” เป็นภาระหรือต้นทุนที่บริษัทต้องแบกรับ หรือจริงๆ แล้วเป็นโอกาสทางธุรกิจที่รอการค้นพบ
เมื่อ “ESG” ถูกมองว่าเป็น “ภาระ”
1.ต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐาน (Compliance Cost) สูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูล วัดผล และจัดทำรายงาน “ESG” ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน หรือการจัดทำรายงานความยั่งยืนให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล เพิ่มทั้งภาระบุคลากรและต้นทุนระบบบริหารจัดการ
2.ไม่เห็นผลตอบแทนทางการเงินอย่างรวดเร็ว
แม้ “ESG” จะมีศักยภาพในการลดความเสี่ยงระยะยาว แต่หลายกิจกรรม เช่น การลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อประหยัดพลังงาน การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือบริการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น มักต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยผลตอบแทน (ROI) มักเกิดขึ้นช้า จึงถูกมองว่าเป็น "ต้นทุนเพิ่ม" มากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต
3. ข้อจำกัดในห่วงโซ่อุปทาน
ธุรกิจหลายประเภทโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรจำเป็นต้องประสานงานกับซัพพลายเออร์หลายแห่ง แต่หลายรายยังไม่มีความพร้อมเรื่อง “ESG” เช่น การตรวจสอบแรงงาน การจัดการน้ำเสีย หรือการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 เป็นต้น การบังคับให้ซัพพลายเออร์พัฒนามาตรฐานตาม ESG จึงกลายเป็นความท้าทาย และทำให้ต้นทุนรวมของห่วงโซ่อุปทานสูงขึ้น
4.ความกังวลด้านการแข่งขัน
ธุรกิจบางประเภทเกรงว่าการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และอาจเสียเปรียบคู่แข่งที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับ “ESG” โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคไม่ได้ให้คุณค่ากับความยั่งยืนอย่างจริงจัง
5. ความไม่ชัดเจนของประโยชน์ทางธุรกิจ
แม้มีงานวิจัยที่ชี้ว่า “ESG” ช่วยให้บริษัทมีความเสี่ยงน้อยลงและสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นในระยะยาว แต่ผู้บริหารบางรายยังตั้งคำถาม เช่น ต้องทำระดับไหนถึงจะเห็นผลลัพธ์จริง จะช่วยเพิ่มยอดขายหรือกำไรได้อย่างไร นักลงทุนให้คุณค่ากับ “ESG” จริงหรือแค่ตามกระแส เป็นต้น เมื่อไม่เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจน “ESG” จึงถูกมองว่าเป็นงานที่ “ต้องทำ” เพราะแรงกดดันมากกว่าจะมาจากกลยุทธ์ขององค์กรเอง

เมื่อ “ESG” กลายเป็น “โอกาส”
แม้จะมีความท้าทาย แต่ “ESG” ยังมีมุมที่เป็น “โอกาสทางธุรกิจ” อย่างชัดเจน หากนำมาใช้เชิงกลยุทธ์
1. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
บริษัทที่ลงทุนในกระบวนการผลิตที่สะอาดขึ้นหรือบริหารจัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มักลดต้นทุนในระยะยาว เช่น ลดค่าไฟฟ้าและพลังงาน ลดของเสีย ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมาย สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “ความได้เปรียบทางต้นทุน” ในอนาคต
2. ตอบโจทย์ตลาดใหม่และความต้องการของผู้บริโภค
ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เขียว” หรือ “บริการที่มีความรับผิดชอบ” สามารถสร้างตลาดใหม่และเพิ่มคุณค่าของแบรนด์ได้
3. เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น
นักลงทุน สถาบันการเงิน และกองทุนระดับโลกจำนวนมากใช้ข้อมูล “ESG” ในการประเมินความน่าเชื่อถือขององค์กร บริษัทที่มีความก้าวหน้าในด้าน “ESG” มักได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เข้าถึงกองทุนที่เน้นความยั่งยืน ได้คะแนน “ESG” ที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด
4. เสริมความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง (Resilience)
“ESG” ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และป้องกันความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านแรงงานและซัพพลายเชน ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล เป็นต้น บริษัทที่จัดการประเด็นเหล่านี้ได้ดีกว่า จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น โรคระบาด น้ำท่วม ความผันผวนของราคาหุ้น เป็นต้น
5. สร้างความได้เปรียบด้านการกำกับดูแลและความโปร่งใส
การมีบรรษัทภิบาลที่เข้มแข็งช่วยลดความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การทุจริต การถูกฟ้องร้อง ซึ่งกระทบต้นทุนและชื่อเสียงของบริษัทโดยตรง ดังนั้น “ESG” จึงช่วยสร้างความมั่นคงขององค์กร
มุมมองเชิงกลยุทธ์: ESG เป็น “ภาระ” เมื่อทำเพื่อให้ผ่าน แต่เป็น “โอกาส” เมื่อทำเพื่อสร้างคุณค่า
องค์กรที่มอง “ESG” เป็นงานที่ต้องทำตามกฎเกณฑ์มักจะเห็นแต่ต้นทุน แต่บริษัทที่มอง “ESG” เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจจะมองเห็นโอกาส เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ การเปิดตลาดใหม่ การสร้างนวัตกรรม การเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น และเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ช่วยลดความสูญเสียในอนาคต และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวของธุรกิจต่อความไม่แน่นอนทั้งด้านกฎเกณฑ์ สิ่งแวดล้อม สังคม
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ESG” เป็น “ภาระ” หรือ “โอกาส” แต่คือ องค์กรใช้ “ESG” อย่างไร – เพียง “เพื่อทำรายงาน” หรือ “เพื่อขับเคลื่อนอนาคตธุรกิจ”
