“คณะกรรมการ” และ “ผู้บริหาร”... คือ "หัวใจ" ของการบูรณาการ “ESG” เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ !!!

Wealth Sustainable: ความเข้มแข็งของ “คณะกรรมการบริษัท” และ “ผู้บริหารระดับสูง” ในการทำหน้าที่กำกับดูแลประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) คือตัวแปรที่กำหนดความสามารถในการปรับตัวขององค์กรในอนาคต เพราะกลุ่มบุคคลเหล่านี้คือผู้ขับเคลื่อนหลักของ “การบริหารความเสี่ยง” (Risk Management) ขององค์กร การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล (Broad Vision) จะทำให้องค์กรพร้อมปรับตัวรับมือความท้าทายเพื่ออยู่รอดเสมอ


แนวคิด “การกำกับดูแล” ที่มีประสิทธิภาพ

1.การทำหน้าที่กำกับดูแล “ESG” คือ “การบูรณาการ” ไม่ใช่การแยกส่วน

การกำกับดูแล “ESG” ที่แท้จริง คือ การที่คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงสามารถบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าไปในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจหลักและกระบวนการบริหารความเสี่ยง (Enterprise Risk Management: ERM) ขององค์กรได้สำเร็จ


“คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงต้องสามารถตั้งคำถามที่ชัดเจนและตรงไปตรงมากับฝ่ายจัดการได้ เช่น ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) จะส่งผลกระทบต่อ Valuation ของบริษัทอย่างไรหรือกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการบุคลากร (Human Capital Management) ของบริษัทสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้จริงหรือไม่?”


2.“G” (Governance) รากฐานสำคัญของ “E” และ “S”

ในสามเสาหลักของ “ESG” นั้น ตัว G” หรือ “ธรรมาภิบาล” ถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด หากองค์กรขาดโครงสร้างธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง การขับเคลื่อนด้าน E” และ S” ก็ไม่อาจเกิดขึ้นจริงหรือยั่งยืนได้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระ (Independence) ความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดชอบ (Accountability) เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งในการกำกับดูแลประเด็นด้าน ESG ที่ซับซ้อนและมีผลกระทบระยะยาว


“หากคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงยังคงมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) หรือขาดความหลากหลาย (Lack of Diversity) ก็ยากที่จะคาดหวังให้คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงนั้นมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลพอจะกำกับดูแลความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมตลอดห่วงโซ่อุปทานได้”



3.หน้าที่ความรับผิดชอบของ “คณะกรรมการบริษัท” และ “ผู้บริหารระดับสูง” (
Fiduciary Duty) ที่ตัดสินการเติบโตของธุรกิจ

ในอดีตหน้าที่ของ “คณะกรรมการบริษัท” และ “ผู้บริหารระดับสูง” อาจถูกจำกัดกรอบอยู่ที่การสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น (Maximize Shareholder Value) ในระยะสั้น แต่ในปัจจุบันบริบทของตลาดทุนได้เปลี่ยนไปหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Principles of Corporate Governance) ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่แบบของตลาดทุนทั่วโลก ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียและการสร้างคุณค่าในระยะยาว


“การที่คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงเพิกเฉยต่อความเสี่ยงด้าน ESG ที่มีนัยสำคัญ เช่น การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่มีแผนการลดที่น่าเชื่อถือ อาจถือได้ว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ (Breach of Fiduciary Duty) เพราะความเสี่ยงเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลการดำเนินงานและมูลค่าของกิจการในระยะยาว”


แนวทางสำหรับ “บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่” ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
 

  1. ด้านธรรมาภิบาล (G):“คณะกรรมการบริษัท” และ “ผู้บริหารระดับสูง” ต้องแสดงความมุ่งมั่นอย่างเป็นทางการ (Board Commitment) โดยการจัดตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน (CG & Sustainability Committee) ที่รายงานตรงต่อบอร์ด การขยายขอบเขตหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Committee) ให้ครอบคลุมความเสี่ยง ESG อย่างชัดเจน

  2. ด้านกลยุทธ์ (Strategy):“คณะกรรมการบริษัท” และ “ผู้บริหารระดับสูง” อนุมัติเป้าหมาย ESG ระยะกลางและระยะยาวที่ท้าทาย รวมถึงการเชื่อมโยงผลการดำเนินงานด้าน ESG เข้ากับผลตอบแทนผู้บริหารระดับสูงที่จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

  3. ด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk):ต้องบูรณาการความเสี่ยง ESG (เช่น Climate Risk, Human Rights Risk, AI Risk) เข้าไปในกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ที่มีอยู่


แนวทางสำหรับ “
SMEs” (แนวคิด "Mini-Board") 

  • ด้านธรรมาภิบาล (G):เริ่มต้นด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Board) หรือคณะกรรมการบริษัทชุดย่อย (Mini-Board) เพื่อให้มีมุมมองจากคนนอกมาท้าทายวิธีคิดเดิม ๆ และเตรียมความพร้อมด้าน “G” ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดทุนซึ่งจะช่วยเพิ่ม Valuation ในการ IPO ได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • ด้านกลยุทธ์ (Strategy):ไม่ต้องทำทุกอย่างแต่ให้ทำการประเมินความมีนัยสำคัญ (Materiality Assessment) แบบง่าย ๆ ถามตัวเองว่า อะไรคือความเสี่ยง E, S, G ที่สำคัญที่สุด 1 - 3 เรื่องที่อาจทำลายธุรกิจของเรา หรือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่จุดนั้น

  • ด้านการดำเนินการ (Action):เลือกโครงการต้นทุนไม่สูงมากแต่กระทบสูง เช่น การบริหารจัดการ พลังงาน (E) การสร้างระบบรับฟังข้อร้องเรียนของพนักงาน (S) การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด (S/G) เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง


“คณะกรรมการ” และ “ผู้บริหาร” คือ "หัวใจ" ของการบูรณาการ “
ESG” เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ วิสัยทัศน์เชิงรุก จะเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้องค์กร

กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us