ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
ในการดำเนินธุรกิจย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับ “คน” ทั้งทางตรงและทางอ้อม การดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนของธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “สิทธิ” เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการที่บุคคลจะได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วย ดังนั้น บริษัทควรกําหนดกรอบแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
“พนักงาน” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ บริษัทควรมุ่งมั่นในการแสดงออกและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อพนักงานในทุกเรื่องทั้งการกำหนดนโยบายชัดเจนที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนภายในองค์กรและนโยบายในการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน
เช่น นโยบายจ้างงานและการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เลือกปฏิบัติ และให้โอกาสที่เท่าเทียมกันกับคนทุกเพศ อายุ เชื้อชาติ สีผิว ฐานะ ที่ครอบคลุมสตรี ผู้พิการหรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ การเข้าร่วมงานและได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรมจากบริษัท ที่สำคัญต้องไม่เอารัดเอาเปรียบแรงงานสตรีและไม่ใช้แรงงานเด็ก
การมีนโยบายอนุญาตให้พนักงานมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มหรือรวมตัวกันเพื่อเจรจาต่อรองบริษัทในข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อพนักงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการปรึกษาหารือระหว่างบริษัทกับพนักงานเกี่ยวกับสวัสดิการหรือผลประโยชน์ หรือการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับที่ส่งผลกระทบต่อพนักงานเช่นกัน
บริษัทควรเริ่มกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนโดยดำเนินการให้ครบถ้วน ครอบคลุมกฎหมายประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง หากธุรกิจมีการค้าข้ามชาติก็ควรพิจารณาให้ครอบคลุมกฎหมายของทั้งประเทศคู่ค้าและกฏหมายระหว่างประเทศ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรศึกษาและดำเนินการตามกรอบกติกาและหลักปฏิบัติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Framework and Guiding Principles on Business and Human Rights-UNGP)
ที่สำคัญบริษัทควรจัดทำแนวปฏิบัติหรือขั้นตอนดำเนินงานขึ้นมาขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้เกี่ยวข้องเข้าใจและสามารถนำไปใช้บูรณาการจริงได้อย่างครบถ้วนถูกต้องทุกฝ่าย อีกทั้ง ควรสร้างองค์ความรู้และปลูกจิตสำนึกให้บุคลากรยึดถือปฏิบัติ
นอกจากนี้ ต้องมีกระบวนการติดตามเพื่อตรวจสอบเป็นระยะว่านโยบายถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร มีการกระทำใด ๆ ที่ละเมิดต่อนโยบายเหล่านี้หรือไม่ แล้วนำกลับมาปรับปรุงแก้ไข รวมถึงจัดให้มีช่องทางร้องเรียนให้แก่พนักงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อตนเองหรือผู้อื่น ตลอดจนมีมาตรการเยียวยาแก้ไขและคุ้มครองผู้ร้องเรียนดังกล่าวด้วย
สิ่งสำคัญอีกประการคือ บริษัทควรปฏิบัติและส่งเสริมพนักงานในเรื่องต่าง ๆ อย่างมีคุณธรรมและเป็นธรรมเพื่อให้การร่วมงานของพนักงานกับบริษัทในแต่ละวันเป็นการทำงานที่สุขทั้งกายและใจ สิ่งที่บริษัทควรดูแลเสมอ คือ การสนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จัดให้มีความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และเกื้อหนุนให้พนักงานมีความสุขในการดำเนินชีวิตของตนเองและครอบครัว
เช่น มีโอกาสได้รับผลตอบแทนและการเลื่อนขั้นตามความรู้ความสามารถ ได้รับการอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง จัดให้สถานที่ทำงานมีความสะอาดและปลอดภัยทั้งอุปกรณ์การทำงานและสภาพแวดล้อมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เป็นต้น
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่กฎหมายระบุไว้แล้ว ถือเป็นความรับผิดชอบของธุรกิจในระดับมาตรฐาน แต่หากบริษัทต้องการสร้างผลลัพธ์จากการดูแลสิทธิมนุษยชนของพนักงานให้เหนือกว่าคู่แข่งหรือต้องการวางรากฐานที่แข็งแรงของธุรกิจ บริษัทควรปฏิบัติต่อพนักงานในเชิงรุก
เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพและผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นกว่าแค่การตอบสนองต่อกฎหมาย เช่น การเปิดโอกาสให้พนักงานได้เสนอความคิดเห็นเพื่อพัฒนาและปรับปรุงงานที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิบัติซึ่งอาจช่วยลดต้นทุน ค่าใช่จ่าย เวลา เพิ่มผลผลิต การเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ทั้งเรื่องงานและการดำเนินชีวิต การปฏิบัติกับพนักงานอย่างเห็นคุณค่าความเป็นคนและเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่เพียงลูกจ้างตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความภักดีต่อองค์กรและสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทและพนักงานที่จะเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินงานโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังโดยเริ่มจากการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเผยแพร่ให้ทุกคนในองค์กรรับทราบและเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ที่สำคัญกว่าก็คือ ต้องร่วมกันสร้างจิตสำนึกให้มีการคำนึงถึงสิทธิมนูษยชนจนเป็นวัฒนธรรมองค์กร และติดตามตรวจสอบว่า ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและควรหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นโอกาสด้วยการนำไปสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาศักยภาพพนักงานภายในองค์กร ซึ่งแน่นอนว่าหากธุรกิจมีการดูแลพนักงานที่ดีแล้วองค์กรก็จะดีตามไปด้วย
