ค(ร)บ (กันมา) 7 ปี แล้ว LTF ที่รัก…ไปต่อหรือพอแค่นี้?!!

Wealth EZ: มักมีคำถามที่มาปรึกษาและได้ยินบ่อยๆ ว่า “เดี๋ยว LTF จะครบ 7 ปีปฏิทินแล้ว จะเอาออกเลยดีไหม” หรือ “น่าจะต้องถือ LTF ต่อไปก่อน เพราะยังติดลบกันอยู่เลย”



มาทบทวนกับ
LTF ที่รักของเรากันก่อน

“หนึ่งในประเภทของการลดหย่อนภาษีที่ฮอตฮิตที่สุดในช่วงกว่าสิบปีก่อน แน่นอนว่า การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในรูปแบบของ “กองทุนรวมระยะยาว” (LTF : Long-Term Fund) เป็นที่นิยมของบรรดาผู้เสียภาษีมาก เนื่องจากใช้สิทธิ์ได้ถึง 15% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และแยกต่างหากกับ RMF (จึงทำให้ผู้ลดหย่อนสามารถให้สิทธิ์เต็มที่ ได้รวม 1 ล้านบาท หากเงินได้ของผู้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนในปีภาษีนั้น มีรายได้ เกิน 3,333,333.33 บาท)”


นโยบายของกองทุนรวม LTF คือ เป็นการออมการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) ไทย โดยนโยบายได้กำหนดว่า กองทุนรวม LTF ต้องมีสัดส่วนถือลงทุนในหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า 65% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมนั้นๆ เพื่อตอบโจทย์ วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้ง LTF ประการหนึ่งก็เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และการสร้างวินัยการออมการลงทุนในระยะยาวโดยมีการลดหย่อนภาษีมาเป็นเครื่องมือจูงใจให้ลงทุนในระยะยาว นั่นเอง


ก่อนหน้านี้ หลักการของ LTF ซึ่งต้องการเน้นให้ถือลงทุนแบบระยะยาว ตามชื่อของ LTF แต่สำหรับคำว่า “ระยะยาว” ของนักลงทุนแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน บางคนมองยาวๆ เป็น 10 ปี 20 ปี ขึ้นไป บางคน 5 ถึง 7 ปี แต่สำหรับบางคน แค่ปี 2 ปี ก็ถือว่ายาวนานแล้ว


เป็นไปตามที่คาดการณ์ ช่วงแรกๆ ที่กฎหมายได้มีการกำหนดเงื่อนไขการถือครอง (แค่) 5 ปีปฏิทิน โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของคณะกรรมการฯ ผู้ตรากฎหมายคงหวังใจให้ถือครองครบ 5 ปีเต็มๆ แต่ด้วยความที่เงื่อนไขมีช่องโหว่ในแง่ของระยะเวลาในการถือครอง (ที่เราๆ มักจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า) “ถือครองแค่ 3 ปีกับอีก 2 วัน ก็เอาเงินออกได้แล้ว” (ทั้งนี้ หากเข้าซื้อกองทุน LTF ช่วงวันทำการสุดท้ายของปลายปีก่อนหน้า แล้วถือลืมๆ ไปอีก 3 ปี และเมื่อย่างเข้าปีใหม่ วันทำการแรก ก็จัดการขายหน่วยออกเลย) อ้าวเป็นแบบนั้นไป!!! ซึ่งนั่นมันผิดวัตถุประสงค์ที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้





“ถัดมาเมื่อปี 2559 มีการปรับเงื่อนไข เรื่องจำนวนปีที่ต้องถือครองก่อนขายออก จาก 5 ปีปฏิทิน เป็น 7 ปีปฏิทิน เพื่อที่นักลงทุนต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปีเต็ม (กับอีก 2 วัน) และมีการประกาศเรื่องยกเลิกกองทุน LTF ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่สามารถจะซื้อ LTF เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ (โดยหลังจากนั้น ปี 2563 ก็ได้มีการประกาศ ปรับเปลี่ยนกฎหมาย หลังจากยกเลิก LTF ไปแล้ว โดยเปลี่ยนประเภทกองทุนในการลดหย่อนภาษี มาใช้เป็นกองทุนรวมเพื่อการออม 2 ประเภท ได้แก่ ‘SSFX’ (Super Saving Fund Extra) และ  ‘SSF’ (Super Saving Fund) แทน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขจากเดิม LTF ถือครอง 7 ปีปฏิทิน ไปเป็น SSFX / SSF ต้องถือครอง 10 ปีเต็ม แบบวันชนวัน”


ซึ่งความแตกต่างระหว่างกองทุน SSFX กับ กองทุน SSF อีกประการหนึ่ง ตรงที่ SSFX นั้น มีการกำหนดระยะเวลาที่เสนอให้ผู้ต้องการลดหย่อนภาษีเข้าซื้อลงทุน SSFX ได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 เฉพาะแค่ช่วง 3 เดือนนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเป็นการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้แบบ Top-up เพิ่มต่างหากอีก 200,000 บาท (โดยแยกก้อนกับกัน RMF ที่ลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท)


แต่สำหรับ SSF จัดเป็นหมวดกองทุนเพื่อการเกษียณ ซึ่งเป็นหมวดเดียวกันกับ RMF โดย SSF สิทธิ์ในการคำนวณเพื่อลดหย่อน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับ RMF จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท


ย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้น LTF ที่ถือมาครบ 7 ปีปฏิทินแล้ว จะไปต่อหรือพอแค่นี้ดี?”


เงื่อนไขถือครองกองทุน LTF 7 ปีปฏิทิน ตามเกณฑ์ปี 2559 ถึงปี 2562

ถ้าซื้อ LTF ลดหย่อนภาษีปี 2559 ถือครบ 7 ปีปฏิทิน จะสามารถขายหน่วยออกได้ในปี 2565

ถ้าซื้อ LTF ลดหย่อนภาษีปี 2560 ถือครบ 7 ปีปฏิทิน จะสามารถขายหน่วยออกได้ในปี 2566

ถ้าซื้อ LTF ลดหย่อนภาษีปี 2561 ถือครบ 7 ปีปฏิทิน จะสามารถขายหน่วยออกได้ในปี 2567

ถ้าซื้อ LTF ลดหย่อนภาษีปี 2562 ถือครบ 7 ปีปฏิทิน จะสามารถขายหน่วยออกได้ในปี 2568






กรณีที่กองทุน LTF ที่เราถืออยู่ มีกำไรแล้ว
จะพิจารณาได้ทั้ง 2 ทางเลือก ทั้งสามารถจะ “ขาย LTF ได้ เนื่องจากเราได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีไปแล้ว หรือ จะยังคง “ถือลงทุนต่อไป” เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้นกว่ากำไรที่แสดง (Unrealized Gain) ในระยะยาวต่อก็ได้


กรณีที่กองทุน LTF ที่เราถืออยู่ยังขาดทุน ถ้าเป็นที่ LTF ที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล กรณีนี้ เราอาจต้องนำส่วนเงินปันผลที่เคยได้รับมาตลอดระยะเวลาที่ถือครองมาพิจารณาร่วมด้วย หากคำนวณรวมปันผลแล้วสามารถหักกลบที่ขาดทุนได้ เราจะพิจารณาขายหน่วยลงทุน LTF ออกมาก็ได้ หรือ จะยังคงถือลงทุนต่อเนื่องต่อไปเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่าในระยะยาวก็ได้


กรณีที่กองทุน LTF ที่เราถืออยู่ ยังขาดทุน หากเป็น LTF ที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล แต่เนื่องจากเราได้ปฏิบัติถูกต้องและครบตามเงื่อนไขและได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีไปแล้ว กอปรกับ เมื่อพิจารณา Top 5 หรือ Top 10 Holdings หุ้นไส้ในที่กองทุนไปลงทุนอยู่รายตัวแล้ว ให้พิจารณาปัจจัยพื้นฐาน แนวโน้ม ภาพรวม ตัวชี้วัดของเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทย และเศรษฐกิจระดับโลกในอนาคตมาประกอบกันด้วยแล้ว


-ทางเลือกแรก ถ้าคาดการณ์ว่า (หุ้นไส้ใน) กองทุน อาจจะไม่สามารถทำ NAV สูงสุด คือไม่สามารถกลับมากำไรได้ (ความคิดเห็นส่วนตัว) เราอาจจะยอมขายขาดทุน (ในส่วนที่ยอมรับขาดทุนจริงๆ ได้) เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ (Reinvestment) หรือ ทำธุรกิจ (Business) น่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มและเกิดประโยชน์กับเรามากกว่า ส่วนอีกทางเลือกหนึ่ง คือ


-ทางเลือกที่ 2 ที่จะ (กัดฟัน) ถือต่อไป ซึ่งนั่นหมายถึง สภาพคล่องที่เสียไป กับ เวลา (ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน) ที่คาดหวังว่า NAV จะกลับมาให้พอเห็นกำไรได้ ทั้งนี้ต้องมีปัจจัยแนวโน้มเศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ทั่วโลกในอนาคต จะต้องปรับไปในทิศทางที่ค่อนข้างดีมากๆ และอาจต้องใช้ระยะเวลาในการลงทุนที่นานพอสมควร เพื่อที่วัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) ทำให้ธุรกิจกลับมากำไรได้อีกครั้ง


“ข้อควรระวัง” กำไรจากการขายหน่วย LTF เราต้องถูกนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินในการยื่นภาษีของปีที่ทำรายการขายหน่วยออกไป (Redemption) หากผู้ถือหน่วยปฏิบัติไม่ครบเงื่อนไขทางภาษีของสรรพากร


แนะนำให้จัดเก็บเอกสาร หรือสแกนไฟล์หลักฐานต่างๆ เก็บเอาไว้ให้ดีด้วย เผื่อถ้าหาก “สรรพากร” เรียกขอดูหลักฐานภายหลัง ฉะนั้น เราต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการประกอบกัน จึงตัดสินใจเลือก “ทางเลือก” ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองมากที่สุด โดยคำนึงถึงเป้าหมายทางการเงิน


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

กฤษณา เพียรโอภาส

ที่ปรึกษาการเงิน AFPT