“Refinance” หรือ “Retention”…แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

“การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย” เพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมนั้นโดยปกติแล้วสถาบันการเงินจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3 ปีแรกไว้ค่อนข้างต่ำเพื่อจูงใจให้ใช้บริการหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3 ปีแรกค่อนข้างมาก

“ดังนั้นเมื่อครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำตามสัญญาสินเชื่อแล้ว ผู้กู้ส่วนใหญ่จึงมองหาวิธีประหยัดดอกเบี้ยลง โดยการทำ‘รีไฟแนนซ์ (Refinance)’ก็คือการย้ายวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินเดิมไปยังสถาบันการเงินใหม่ที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าทำให้ค่างวดที่ต้องผ่อนชำระแต่ละเดือนไปหักเงินต้นมากขึ้นและระยะเวลาการผ่อนชำระหมดเร็วขึ้น”

แต่นอกเหนือจากทางเลือกในการรีไฟแนนซ์แล้วยังมีอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้มีสินเชื่อที่อยู่อาศัย คือ การขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อกับสถาบันการเงินเดิมหรือที่เรียกกันว่า“รีเทนชั่น (Retention)”

“รีเทนชั่น (Retention)” คือ การต่อรองขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม ว่าจะสามารถช่วยลดอัตราดอกเบี้ยจากที่จะต้องปรับขึ้นตามที่กำหนดไว้ได้ไหมโดยสถาบันการเงินจะพิจารณาจากประวัติในการผ่อนชำระในช่วงที่ผ่านมาของผู้กู้ ซึ่งปกติแล้วหากผุ้กู้มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี สถาบันการเงินก็ไม่ต้องการเสียลูกค้าแต่การทำรีเทนชั่น มักจะไม่ได้ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยมากเท่าการรีไฟแนนซ์

“ซึ่งการรีไฟแนนซ์มีเอกสารหลายส่วนที่ต้องเตรียม และมีขั้นตอนในการดำเนินการหลายขั้นตอน คล้ายการขอยื่นขอสินเชื่อใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร รวมถึงจะต้องมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการต่างๆ เช่น ค่าประเมินราคาหลักประกัน ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ ค่าอากรสแตมป์ ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้รวมถึงค่าบริการอื่นๆ ของสถาบันการเงิน”

ส่วนการขอลดอัตราดอกเบี้ย (Retention) เป็นวิธีที่สะดวกสบาย เพราะเป็นการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินเดิม ไม่ต้องมีภาระในการจัดเตรียมเอกสารใหม่ระยะเวลาในการพิจารณาก็ไม่นานเนื่องจากสถาบันการเงินมีข้อมูล และประวัติในการผ่อนชำระอยู่แล้วส่วนในด้านค่าธรรมเนียมก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถาบันการเงิน แต่โดยรวมแล้วค่าใช้จ่ายจะต่ำกว่าการรีไฟแนนซ์ส่วนจะลดอัตราดอกเบี้ยได้เท่าใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละสถาบันการเงิน

ตัวอย่าง:บ้านราคา 4,700,000 บาท ผ่อนกับธนาคารมา 3 ปี ผ่อน 28,600 บาท/เดือน ยอดสินเชื่อคงเหลือ 4,000,000 บาท ปีที่ 4 เป็นต้นไปอัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี **MRR = 6.00% ต่อปี

สิ่งที่ผู้มีภาระสินเชื่อที่อยู่อาศัยควรทำอยู่เสมอก็คือ พยายามลดอัตราดอกเบี้ยในทุกๆ 3 ปี ไม่ว่าจะเป็นการ“รีไฟแนนซ์”หรือ“รีเทนชั่น”ซึ่งวิธีการเปรียบเทียบทางเลือก การทำ“รีไฟแนนซ์”หรือ“รีเทนชั่น”วิธีไหนที่จะประหยัดมากกว่ากัน ต้องเปรียบเทียบ รายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ

“ไม่ได้ดูแต่เพียงอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวแต่ต้องดูค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นของแต่ละทางเลือกมาคำนวณหักลบกับเงินที่ประหยัดขึ้น ว่าค่าใช้จ่ายที่เสียไปจะคุ้มค่ากับจำนวนเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงหรือเปล่า เพื่อหาทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด”

“การประหยัดดอกเบี้ย” เท่ากับคุณ “มีเงินออมมากขึ้น” เมื่อมีเงินเพิ่มมากขึ้นก็สามารถนำไปเก็บออมเพื่อการเกษียณ เพิ่มค่างวดในการผ่อนชำระ หรือเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้ลูกได้มากขึ้นการวางแผนจัดการการเงินที่ดี จะช่วยทำให้คุณมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทยFacebook Fanpageและwww.tfpa.or.th

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ไทยติดโผ Rising Star ฐานผลิตโลกยุคใหม่ Verisk ชูศักยภาพรับ AI-Supply Chain ลุ้นดึง FDI หนุนเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us