“เครื่องมือ” ช่วยบริหารเงินลงทุน...ในยามที่ ‘หุ้นผันผวน’

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”  คำว่า‘ความเสี่ยง’ในประโยคนี้หมายถึง ความผันผวนของของราคาสินทรัพย์ที่นักลงทุนเลือกนำเงินไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือ ตราสารหนี้ ในปัจจุบันเรามีเครื่องมืออะไรบ้างที่พอจะช่วยลดความผันผวน เช่น เราคาดว่าในอนาคตราคาสินทรัพย์มีโอกาสปรับตัวลดลง เราควรเลือกใช้เครื่องมืออะไร เพื่อช่วยป้องกัน หรือ ลดการขาดทุนจากเหตุการณ์ดังกล่าว บทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านมีทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง และสามารถเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม 

โดยปกติ“ทางเลือก”ที่เราเลือกใช้ในการรับมือกับการปรับตัวลดลงของราคาสินทรัพย์ ดังนี้

  1. ขายสินทรัพย์ออกไปแล้วถือเงินสด
  2. เปลี่ยนตัวเลือกในสินทรัพย์เดิม
  3. เปลี่ยนสินทรัพย์
  4. ไม่ทำอะไร

“การเลือกใช้ทางเลือกทั้ง 4 เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถทำได้เช่น‘ทางเลือกที่ 1’เราอาจจะเลือกขายสินทรัพย์นั้นออกไปก่อนเพื่อถือเงินสด แล้วรอจังหวะซื้อกลับมาในวันที่ราคาลงต่ำกว่าที่ขายไป หรือ‘ทางเลือกที่ 2’ขายแล้วเอาเงินไปซื้อหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันตัวอื่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่า มั่นคงกว่า หรือ‘ทางเลือกที่ 3’คือ เปลี่ยนไปสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ขายกองทุนหุ้นไป ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรือ ทองคำ เป็นต้น เพราะเชื่อว่าราคาสินทรัพย์แต่ละประเภทจะไม่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน หรือ หลายคนอาจเลือกที่จะถือต่อ รอจนกว่าราคาสินทรัพย์จะกลับมาที่เดิม โดยที่รู้ว่าเราอาจจะเสียโอกาสในการนำเงินดังกล่าวลงทุนในสินทรัพย์อื่นก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม เรายังมีทางเลือกโดยใช้“เครื่องมือ”ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อสามารถลดความเสียหายและยังอาจสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมให้กับเราได้ ดังนี้

  1. การขายชอร์ต (Short Selling)

หากเราคาดว่า หลักทรัพย์นั้นจะมีราคาลดลงในอนาคต เราสามารถยืมหลักทรัพย์จากโบรกเกอร์มาขายออกไปก่อน โดยที่ไม่ต้องมีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในมือ และหลังจากที่ราคาหลักทรัพย์ลงไปจริงตามที่เราคาด ให้เราทำการซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวมาคืนให้กับโบรกเกอร์ เราจะได้กำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่เราขายกับราคาที่เราซื้อคืน หักต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้น 

“ทั้งนี้ในระหว่างการยืมหุ้นสถานะเราถือเป็น‘ลูกหนี้’จึงมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมา ยิ่งยืมนานก็จะเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา นอกจากนี้ยังมีค่าคอมมิชชั่นและค่าดำเนินการต่างๆ ดังนั้นก่อนการชอร์ตจะต้องประเมินให้คุ้มค่ากับต้นทุนด้วย”

  1. อนุพันธ์ (Derivatives)

เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ตกลงซื้อ/ขาย หรือ ให้สิทธิในการซื้อ/ขายสินค้าอ้างอิงในอนาคต ข้อดีคือ เราสามารถลงทุนโดยวางเงินเป็นหลักประกันเพียง 10-15% ของมูลค่าทรัพย์สินอ้างอิง ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

อนุพันธ์มี 2 ประเภท ได้แก่ Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) และ Options (สิทธิในการซื้อหรือสิทธิในการขาย) 

  • ฟิวเจอร์(Futures)

หากเราคาดว่าราคาหลักทรัพย์ในอนาคตจะขึ้นหรือลง เราสามารถทำ“สัญญาล่วงหน้า”ไว้ว่าเราจะซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิง จำนวนกี่หน่วย ที่ราคาเท่าใด และจะส่งมอบและชำระราคากันเมื่อใด สัญญาล่วงหน้าชนิดนี้เราเรียกว่า“ฟิวเจอร์” 

“เช่น หากเราคาดว่าดัชนีราคาหุ้นจะลงไปต่ำกว่าราคาปัจจุบันในช่วงสามเดือนข้างหน้า เราสามารถ“ขายฟิวเจอร์” หรือทำสัญญาขายล่วงหน้าที่ราคาปัจจุบัน เมื่อดัชนีราคาหุ้นอ้างอิงลดลงจริงตามคาดเราจะได้กำไร”

  • ออปชั่น(Options)

ออปชั่นมีข้อได้เปรียบมากกว่าฟิวเจอร์ตรงที่ ออปชั่นเป็น“สิทธิ์”ในการซื้อ (Call option) หรือ“สิทธิ์”ในการขาย (Put option) ล่วงหน้า เช่น เมื่อครบกำหนดวันส่งมอบ ผู้ลงทุนที่มีสถานะซื้อ put option (มีสิทธิที่จะสามารถขายสินทรัพย์อ้างอิง) จะมีสิทธิเลือกว่าจะใช้สิทธิ์ขายสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งพิจารณาจากราคาสินทรัพย์ ถ้าราคาจริงลดลงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ ผู้ซื้อจะเลือกใช้สิทธิ์ขาย และผู้ที่มีสถานะขาย put option มีหน้าที่ต้องชำระราคาตามที่ตกลงไว้

แต่ถ้าราคาสินทรัพย์อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาใช้สิทธิ ผู้ที่ซื้อ put option จะเลือกไม่ใช้สิทธิและปล่อยให้สัญญาหมดอายุ ทั้งนี้สิทธิดังกล่าวย่อมมีต้นทุนเช่นกัน ต้นทุนของผู้ซื้อออปชั่นนั้นเราจะเรียกว่า‘ค่าพรีเมี่ยม (Premium)’

“สรุปคือหากคาดว่าราคาสินทรัพย์จะลดลง สามารถพิจารณาซื้อ put option เพื่อให้ได้รับกำไรหากราคาลดลง แต่หากราคากลับเคลื่อนไหวตรงข้าม เราสามารถเลือกไม่ใช้สิทธิ์ โดยที่เราจะเสียต้นทุนคือค่าพรีเมียมเท่านั้น”

นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์การลงทุนในออปชั่นอีกมากที่เหมาะสำหรับตลาดขาลง ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากhttps://elearning.set.or.th/SETGroup/categories/4

การลงทุนในอนุพันธ์ แม้จะมีประโยชน์ในเรื่อง‘การป้องกันความเสี่ยง’และสามารถทำผลตอบแทนในตลาดขาลงได้ แต่หากผู้ลงทุนคาดการณ์ทิศทางตลาดผิด จะมีโอกาสขาดทุนและถูกเรียกให้วางเงินประกันเพิ่ม ไปจนกระทั่งถูกบังคับขายได้เช่นกันดังนั้นผู้ลงทุนควรพิจารณาระดับเงินประกันที่วางไว้ให้เหมาะสมกับกลยุทธ์ที่ใช้และภาวะตลาดขณะนั้นด้วย

  1. ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant)

ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ เป็นตราสารที่ผู้ออกจะให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อ หรือขายหุ้นอ้างอิงตามราคาใช้สิทธิ (Exercise Price) ในวันที่ครบอายุ สิทธิในการซื้อ จะเรียกว่า Call DW และสิทธิในการขาย เรียกว่า Put DW ดังนั้นหากผู้ลงทุนมีมุมมองว่าราคาของทรัพย์สินจะปรับตัวลดลง ให้ซื้อ Put DW ราคาของ Put DW จะเคลื่อนไหวตรงข้ามกับหลักทรัพย์อ้างอิงหากท้ายที่สุดราคาของสินทรัพย์ปรับขึ้น เราก็จะขาดทุน ทั้งนี้จะขาดทุนสูงสุดไม่เกินกว่ามูลค่าของ Put DW ที่ซื้อไว้เท่านั้น

เราได้เห็นกันไปแล้วนะครับว่ามี‘วิธีการ’ และ ‘เครื่องมือ’ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนในช่วงจังหวะตลาดขาลงได้ แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ ดังนั้นก่อนเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ เราควรมีแผนสำรองอย่างแผนการปิดสถานะ และการเตรียมสภาพคล่องไว้สำหรับรองรับกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดด้วย

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทยFacebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ไทยติดโผ Rising Star ฐานผลิตโลกยุคใหม่ Verisk ชูศักยภาพรับ AI-Supply Chain ลุ้นดึง FDI หนุนเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us