Official Update :

“ปรับพอร์ต” ลงทุนให้เหมาะกับ ‘ความเสี่ยง’ & ‘สร้างโอกาส’ ของผลตอบแทนที่ดีขึ้น

Wealth EZ: หากมองสถานการณ์โลกปัจจุบัน ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (Recession) เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และภาวะสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และนักลงทุน


“จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ และหาทางรอดให้ธุรกิจและพอร์ตลงทุนกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”


จาก “ความผันผวน” ของตลาดหุ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบให้นักลงทุนหลายคนสับสน มึนงง ไม่รู้จะจัดการกับเงินในพอร์ตลงทุนอย่างไรดี จะเติมเงิน หรือโยกย้าย อยากไปต่อก็กลัวขาดทุน จะหยุดแค่นี้ก็เสียดายโอกาส เชื่อว่าหลายคนกำลังเจอปัญหานี้อยู่ ลองหันกลับมาดูพอร์ตลงทุนตัวเองก่อนว่ายังโอเคอยู่ไหม ผลตอบแทนที่ได้นั้นอยู่ในระดับที่เราคาดหวัง และสามารถพาให้ไปถึงฝั่งฝันหรือไม่


ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ต้องขอแสดงความยินดีด้วย คุณสามารถลงทุนต่อไปตามแบบแผนเดิมได้ หรือจะเพิ่มเงินลงทุนเข้าพอร์ตตามสัดส่วนของแต่ละ asset class ได้เลย แต่ให้ระวังเรื่องความเสี่ยงของพอร์ตที่สูงขึ้น เพราะเมื่อสินทรัพย์มีการเพิ่มมูลค่าขึ้น เช่น สัดส่วนของหุ้นเพิ่มขึ้น จะทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตสูงขึ้น ซึ่งอาจเกินกว่าความเสี่ยงที่รับได้ เราก็ควรทำการปรับสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตให้กลับมาอยู่ใน “สัดส่วนเดิม” ที่วางแผนไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตลงทุนอยู่ในระดับที่เสี่ยงเกินไป หรือที่เรียกว่า การทำ “Portfolio Rebalancing” สามารถทำได้ 3 วิธี

  1. เพิ่มเงินลงทุนเข้าไปในสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนลดลง

  2. ขายสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนเกินออกมาบางส่วน แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนลดลง

  3. ลดสัดส่วนของสินทรัพย์เกินโดยการขายออกมา



“แต่ถ้าหากผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนไม่ถึงระดับที่ต้องการหรือต่ำกว่า อาจจะต้องกลับมาทำการปรับพอร์ตใหม่เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ สินทรัพย์ที่จะทำการปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนหรือลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มตราสารทุน และตราสารหนี้” 




ในสภาวะปัจจุบันที่ “อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น” อย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย เพื่อชะลอความร้อนแรงของเงินเฟ้อ จึงทำให้ “ตราสารหนี้” ที่ออกมาใหม่ให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าเดิม ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้ตลาดทุนผันผวนมาก นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจทิศทางการลงทุน ทำให้นักลงทุนมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เงินในตลาดจึงไหลจาก “ตลาดทุน” ไปยัง “ตลาดตราสารหนี้” มากขึ้น


“ในจังหวะนี้ หากต้องการปรับพอร์ตลงทุน สินทรัพย์กลุ่มตราสารหนี้อย่าง ‘พันธบัตรรัฐบาล’ หรือ ‘หุ้นกู้’ นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย การเพิ่มสัดส่วนของตราสารหนี้ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง จะช่วยลดแรงกระแทก และความผันผวนของพอร์ตลงทุน ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตลดลง แต่ผลตอบแทนโดยรวมอาจไม่ได้ลดลงตามเสมอ หากพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่ถือนั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าหุ้นที่ถืออยู่ปัจจุบันได้ เชื่อว่าหากนักลงทุนมองระดับ ‘อัตราผลตอบแทนที่เท่ากัน’ หรือ ‘ใกล้เคียงกัน’ การถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าย่อมดีกว่าสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงกว่าเสมอ”


ในทางกลับกัน หาก “เศรษฐกิจโลก” เริ่มฟื้นฟูและเข้าสู่ ‘สภาวะปกติ’ ตลาดหุ้นก็จะกลับมาเฟื่องฟูและคึกคักอีกครั้ง สินทรัพย์กลุ่มหุ้นก็จะขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สัดส่วนของตราสารทุนในพอร์ตลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเสี่ยงของพอร์ตสูงเกินไป หรือสัดส่วนของหุ้นมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ เราก็ควรทำ “Portfolio Rebalancing” เพื่อคงความเสี่ยงของพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับตัวเรา


ถ้าวันนี้คุณมีเงินพร้อมลงทุน 1 ก้อน คุณจะเลือกลงทุนอะไร ระหว่าง 

1.ลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ตัว และจัดสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนหรือเงินปันผลเฉลี่ย 5% ต่อปี หรือ 


2.นำเงินไปซื้อพันธบัตรระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ย
5% ต่อปี


“ไม่ว่าคุณจะเลือกลงทุนแบบไหน หากการลงทุนนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ควรเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงเหมาะสมกับตัวคุณมากที่สุด และสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินตามที่คาดหวังไว้ นั่นจึงเป็นวิธีการลงทุนที่สำคัญ และจะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน”


คำว่า “ผลตอบแทน” ที่ดีของแต่ละคนไม่เท่ากัน และ “เป้าหมายการลงทุน” ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน จึงไม่มีวิธีลงทุนแบบไหนที่ดีกว่ากัน แต่ความสำคัญอยู่ที่การลงทุนนั้นสามารถนำพาให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนได้หรือไม่


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

กนกวรรณ แซ่หลิน

ที่ปรึกษาการเงิน AFPT

Most Viewed
Stock of the Day
CPF ปักธงฟู้ดอิสเมดิซีน ส่งยูฟาร์มลุยฟู้ดฟังก์ชัน จับ “Butterbear” เนรมิตวิ่งหมูหมี ลุยตลาดซูเปอร์พรีเมียม หนุนพอร์ตโต
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“อสังหาฯ โลก” โอกาสลงทุนหลัง “ปรับฐาน” ครั้งใหญ่... พร้อมรับอานิสงส์วงจร “ดอกเบี้ยขาลง” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ไม่ขัด รธน. โบรกฯ มองปลดล็อก Overhang การเมือง หนุนเสถียรภาพรัฐบาล หุ้นรับเหมาฯ-นิคมฯ เด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
AKAM พุ่งรับดีล Anthropic! มูลค่า 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์ ปูทางขึ้นแท่น AI Infrastructure ลุ้นปี 2028 ดันรายได้แตะ 1.7 พันล้านดอลลาร์
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
อนุทิน-SET-FETCO โรดโชว์นิวยอร์ก-ลอนดอน! ดึง 43 กองทุน AUM 48 ล้านล้านดอลลาร์ ลุ้นวัฏจักรลงทุนใหม่-ดันไทยสู่ New Economy
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us