เมื่อ “มนุษย์เงินรายวัน” ก็ออมได้
Wealth EZ: ในยุค “Next normal” ที่การทำงานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่งานประจำเท่านั้น การทำงานที่ได้รายได้จากช่องทางที่หลากหลายทางไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่ทำงานเสร็จเมื่อไรก็มารับเงินไป หรือรายได้ที่มาแบบวันต่อวัน ซึ่งการได้มาซึ่งรายได้แบบนี้ทำให้การบริหารด้านการเงินเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น เนื่องจากรายได้เข้ามาไม่สม่ำเสมอแต่รายจ่ายบางอย่างออกไปอย่างสม่ำเสมอ ทำให้การเก็บออมเงินเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทักษะในการจัดการด้านการเงินและความพยายามความมีวินัยอย่างสูง
“การพัฒนาทักษะในการจัดการด้านการเงินเป็นทักษะอันดับต้นๆ ที่ต้องได้รับการ ‘Upskill’ เพื่อยกระดับทักษะให้ดีกว่าเดิม แต่สำหรับบางคนอาจเป็น ‘Reskill’ ที่ต้องสร้างทักษะขึ้นมาใหม่เพราะอาจจะไม่เคยเรียนรู้มาก่อนต่อการใช้ชีวิตทางการเงินแบบโลกยุค ‘Next normal’ เริ่มต้นคงต้องหาขอบเขตทักษะในการจัดการด้านการเงินของตัวเราเองก่อนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะบอกเราได้ว่า สินทรัพย์มีคุณภาพเป็นอย่างไร ผลตอบแทนโดยรวมของเราจะอยู่ที่เท่าใด”
ตัวอย่างเช่น หากเรารู้จักเพียงแค่ “การฝากเงินธนาคาร” ซึ่งผลตอบแทนในปัจจุบันสูงสุด อัตราดอกเบี้ย1.55% ต่อปีในบัญชีประจำ 24 เดือน (ที่มา: ธปท.วันที่ 4/10/2565) นั้นคือปริมาตรการเงินเดิมของเรา การขยายขอบเขตในการจัดการด้านการเงินด้วยการขยายปริมาตรการเงินของเราจะส่งผลต่อผลตอบแทนที่ดีขึ้นของเราในอนาคต วันนี้เรามาจะมาเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะในการจัดการด้านการเงินที่จะใช้สูตร “กว้าง*ยาว*สูง” ตามมาเลยครับ
-
มิติด้านกว้าง: หากเรามีความรู้เรื่องสินทรัพย์การเงินน้อย รู้เพียงผิวเผินหรือรู้จักสินทรัพย์เพียงหนึ่ง/สองสินทรัพย์เท่านั้น จากการที่ในปัจจุบันสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและการลงทุนมีความซับซ้อนที่มากขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นที่เราต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อ “เพิ่มความหลากหลาย” ของสินทรัพย์การลงทุน เป็นการขยายความกว้างของปริมาตรทางการเงินของเรา
“ปัจจุบันเรามีแหล่งความรู้ที่ทางหลากหลายมากอย่างเช่น เว็บไซต์ของทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (www.set.or.th) ก็เป็นแหล่งความรู้ที่มีมาตรฐานและทันสมัย ดังนั้นหากเราเพิ่มความรู้ของสินทรัพย์ให้หลากหลายแล้ว รู้จักพื้นฐาน รู้จักแยกแยะสินทรัพย์คุณภาพออกจากสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รู้จักการประเมินมูลค่า จะทำให้เรามั่นใจและส่งผลไปสู่การต่อยอดไปสู่มิติที่ 2 ต่อไป”

- มิติด้านยาว: ในที่นี้หมายถึง “ระยะเวลา” ของการถือครองสินทรัพย์นั้น มาถึงคำถามที่ว่า “การถือครองสินทรัพย์ระยะเวลาแค่ไหน?” เป็นสิ่งที่หลายคนตั้งคำถามเมื่อถือครองสินทรัพย์ แต่คำตอบคงมีมากมายซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะถือครองสินทรัพย์นั้นด้วย แต่หากบอกว่าถือมา 10 วันแล้วบอกว่าถือยาว เราคงต้องกลับมาทบทวนกันอีกรอบ
“หากนำคำถามการถือครองสินทรัพย์ไปถามนักลงทุนระดับโลกอย่าง ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ คำตอบที่ได้คือ ถือไปตลอดชีวิตตราบที่พื้นฐานกิจการไม่เปลี่ยน”
เบื้องหลังของคำตอบคือการรู้จักในสินทรัพย์ที่ต้องการถือเป็นสิ่งที่สำคัญ หากรู้จักสินทรัพย์อย่างดีพอแล้ว ระยะเวลาของการถือครองคงไม่สำคัญเพราะเราจะลืมไปว่าถือมาแล้วนานแค่ไหน แม้นระหว่างทางจะเกิดความผันผวนก็ตาม
“แต่สิ่งที่ควรทำไปด้วยในขณะที่ถือครองสินทรัพย์คือการติดตามสถานะการณ์ ซึ่งปกติแนะนำว่าควรอยู่ที่ ‘6 เดือน’ หรือหากผันผวนมากสามารถเลื่อนขึ้นมาทบทวนให้ไวขึ้นได้”
-
มิติด้านสูง: ผลที่เกิดขึ้นเลยจากการที่เราขยายมิติด้านกว้างที่เรียนรู้เพิ่มเติมสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้นส่งผลให้เรามั่นใจเพิ่มขึ้น แต่หากว่าแค่ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นมันคงไม่พอสำหรับการลงทุน หากเช่นนั้นแล้วคนที่อ่านอย่างเดียวคงประสบความสำเร็จทางการเงินไปแล้วมากมาย ความจริงที่ประกอบไปด้วยประสบการณ์จาก “การลงมือทำ” พร้อมกับเผชิญสิ่งที่ไม่คาดคิดทางเศรษฐกิจและการลงทุน แม้นมันจะมีความผันผวนแต่ก็คงต้องยอมรับความเสี่ยงบ้าง เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนโดยรวมที่มากขึ้น
“เมื่อปริมาตรความรู้สินทรัพย์ของเราเพิ่มขึ้นทั้ง กว้าง, ยาว และสูง นั้นหมายถึงขอบเขตความรู้ได้ขยายกว้างขึ้น เพราะความรู้และประสบการณ์เป็นที่สำคัญในโลกของการเงินในยุคปัจจุบันเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการเงินที่เราต้องการ แต่การขยายขอบเขตความรู้ทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่พอสำหรับ ‘มนุษย์เงินรายวัน’ อีกสิ่งที่สำคัญคือ การตระหนักว่ารายได้ที่ได้รับมีความไม่แน่นอน ไม่สม่ำเสมอ ‘การเก็บออม’ อาจต้องสูงถึง ‘20-30% ของรายได้’ ซึ่งต้องมากกว่ามนุษย์เงินเดือน”
ไม่ว่าจะ “มนุษย์เงินเดือน” หรือ “มนุษย์เงินรายวัน” ก็ตาม “ความสม่ำเสมอ” และ “ความมีวินัย” ในเรื่องการจัดการทางการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเราไม่เชื่อว่ารายได้ไม่มีวันหมด
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th
