4 เช็กลิสต์ “วางแผนภาษี” เพื่อ...“คุณหมอ” โดยเฉพาะ !!!
Wealth EZ: ธุรกิจเพื่อสุขภาพที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ และคุณภาพของบริการเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเงิน และต้นทุนธุรกิจที่ถูกต้องเหมาะสม “การวางแผนภาษี” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของธุรกิจต้องใส่ใจ หาก “คุณหมอ” ท่านใดตั้งใจจะเปิดคลินิก แต่ยังไม่รู้ว่าจะวางแผนภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง เราจะพาไปรู้จักกับ “4 เช็กลิสต์” ที่จะทำให้การจัดการเรื่องภาษีเป็นเรื่องง่ายกัน
1. เช็กหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ‘สถานพยาบาล’ กันก่อน
การพิจารณายื่นเปิดเป็นสถานพยาบาลที่ถูกต้องตาม “พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541” จะส่งผลต่อการวางแผนภาษีในอนาคตได้ 2 กรณี
-
หากขึ้นเป็นสถานพยาบาลอย่างถูกต้องธุรกิจได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามมาตรา 81 (1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
-
หากไม่ได้รับอนุญาต หรือ ไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ธุรกิจยังต้องเสีย VAT เนื่องจากรายได้จากธุรกิจถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร
นอกจากนี้ การเปิดสถานพยาบาลยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขในการขออนุญาตที่แตกต่างกัน ประกอบไปด้วย
-
สถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยค้างคืนเช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกกายภาพบำบัด และคลินิกแพทย์แผนไทย เป็นต้น
-
สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยค้างคืนเช่น โรงพยาบาล สถานพยาบาลและการบำรุงครรภ์ที่สามารถคลอดลูกได้ เป็นต้น ซึ่งสถานพยาบาลประเภทนี้จะมีการกำหนดสัดส่วนของผู้ประกอบวิชาชีพกับจำนวนเตียงเอาไว้
2. เช็กเงินได้ของแพทย์
ไม่เพียงแต่จะต้องพิจารณา “การขออนุญาตประกอบกิจการเป็นสถานพยาบาล” เท่านั้น แต่การวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจสุขภาพยังต้องพิจารณาถึง “เงินได้ของแพทย์” ผู้เป็นเจ้าของกิจการด้วย จะช่วยทำให้สามารถวางแผนการหักค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งโดยทั่วไปเงินได้ตามกฎหมายมี 8 ประเภท แต่เงินได้ของแพทย์จะมีด้วยกัน 4 ประเภท ซึ่งจะประกอบไปด้วย
-
เงินได้ประเภทที่ 1: เงินได้จากสัญญาจ้างแรงงาน
เงินได้ส่วนนี้จะเป็นเงินที่แพทย์ได้รับจากโรงพยาบาลที่ทำงานประจำ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ซึ่งจะรวมเงินเดือน เงินจากการขึ้นเวร และค่า OT จากการทำงาน แพทย์สามารถนำเงินได้ไปหักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
-
เงินได้ประเภทที่ 2: เงินได้ไม่ประจำ
เงินส่วนนี้มักจะเป็นเงินจากการรับจ๊อบพิเศษต่างๆ เช่น การรับเข้าเวรจากโรงพยาบาลที่ไม่ได้ประจำ รวมไปถึงเงินที่ได้จากตำแหน่งและหน้าที่พิเศษ โดยเงินส่วนนี้จะถือเป็นเงินได้มาตรา 40 (2) สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาทเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายที่หักจากเงินได้ประเภทที่ 1
-
เงินได้ประเภทที่ 6: เงินได้จากคลินิก หรือ สถานพยาบาลประเภทไม่มีเตียง
เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) แพทย์สามารถเลือกหักค่าใช้ได้ 2 แบบ คือ หักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาคิดเป็นร้อยละ 60
-
เงินได้ประเภทที่8 : เงินได้จากการเปิดสถานพยาบาลมีเตียง หรือ มีขายยาในคลินิก
ถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจมาตรา 40 (8) แพทย์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 60 หรือสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้

3.เช็กประเภทในการประกอบกิจการ
-
กรณีเลือกเปิดคลินิกในนาม “บุคคลธรรมดา”
เป็นการลงทุนคนเดียว หรือ ลงทุนร่วมกับบุคคลตั้งแต่ 2 คนในลักษณะของห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้มีการจดทะเบียน วิธีนี้ไม่ต้องทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชี แต่เมื่อถึงเวลาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราสูงสุดที่ 35% คุณหมอจะต้องเก็บหลักฐานการเงินให้ครบถ้วน เช่น รายรับ - รายจ่ายเงินสด รวมถึงผลกำไรและขาดทุนจากคลินิก
“รายได้จากคลินิกที่เปิดในนามบุคคลธรรมดาจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ได้รับการยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 (1)(ฌ) และคุณหมอจะสามารถเลือกค่าใช้จ่ายแบบตามจริง หรือ แบบเหมาร้อยละ 60% ได้”
-
กรณีเลือกเปิดคลินิกในนามของ “บริษัท” หรือ “ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”
การเปิดคลินิกลักษณะนี้จะต้องมีการจัดทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชี ต้องมีผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีการเปิดคลินิกลักษณะนี้จะได้รับการยกเว้น VAT และถือเป็นเงินได้ตามาตรา 40 (6) เช่นกัน อัตราภาษีสูงสุดจะอยู่ที่ 20% ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับรายได้ สินทรัพย์ทั้งหมด และแรงงานในกิจการ และเลือกหักค่าใช้จ่ายได้แบบตามจริงเท่านั้น
4. เช็กวิธีวางแผนภาษีสำหรับแพทย์ที่ต้องการ “เปิดคลินิก”
คุณหมอทุกคนสามารถวางแผนภาษีเบื้องต้นด้วยตัวเองตาม 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: พิจารณาเงินได้ และ ทำรายการทั้งหมดเพื่อวางแผนหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนภาษี
จากความรู้เรื่องเงินได้ที่อธิบายไปข้างต้น เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 สามารถหักค่าใช้จ่ายรวมกันได้สูงสุด 100,000 บาท และหากลองสังเกตเงินได้ประเภทที่ 6 และ 8 ดีๆ ก็จะพบว่า คุณหมอสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือ แบบเหมาร้อยละ 60 ได้ นั่นหมายความว่า หากคุณหมอสามารถเปลี่ยนเงินได้ประเภทที่ 1 หรือ 2 มาเป็นประเภทที่ 6 หรือ 8 ได้ คุณหมอก็จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 2: พิจารณาผลประกอบการและเสียภาษีตามที่ระบุไว้
คุณหมอจะต้องเลือกเสียภาษีให้ตรงกับประเภทในการประกอบกิจการ แต่นอกจากจะเสียภาษีแบบปกติแล้ว คุณหมอลองวางแผนภาษีเพิ่มโดยการพิจารณาผลขาดทุนสะสม 5 ปีร่วมด้วย เพราะผลประกอบการที่ขาดทุนสะสม 5 ปีสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แถมยังเป็นวิธีประหยัดภาษีที่ถูกกฎหมายที่หลายคนมักมองข้ามอีกด้วย
ขั้นตอนที่ 3: พิจารณารายการลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไข
และขั้นตอนสุดท้าย คุณหมอก็สามารถทำรายการลดหย่อนภาษีตามรายการอื่นๆ ที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีส่วนบุคคลได้ เช่น ประกัน กองทุน การลงทุนอื่นๆ
“อย่างไรก็ดี การวางโครงสร้างภาษีสำหรับธุรกิจนั้นยังมีเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกหลายปัจจัย เช่น การวางแผนภาษีจากการวางโครงสร้างเงินทุน การใช้สิทธิเครดิตทางภาษีสำหรับธุรกิจ รวมไปถึงวิธีการทำเอกสารทางการเงินอื่นๆ ที่มีเนื้อหาซับซ้อนและรายละเอียดมากมาย”
จะดีกว่าไหม? หากคุณจะมีเวลาเพื่อไปบริหารธุรกิจและดูแลคนไข้ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องมาเป็นกังวลกับเรื่องภาษีและการบริหารจัดการเงิน การมองหา “นักวางแผนการเงิน” ที่ให้บริการวางแผนภาษีได้อย่างตรงจุดก็เป็นทางเลือกที่ดี
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th
