Official Update :

จำเป็นจริงเหรอ...ที่ต้อง “Rebalance Port” ?

“รู้งี้...ตอนนั้น...น่าจะทำอย่างโน้น อย่างนี้” นี่เป็นประโยคคลาสสิคที่เราๆ มักจะคุ้นเคย


สำหรับการลงทุนระยะยาวแล้วทุกคนต้องรู้จักกับคำนี้เป็นอย่างแรก นั่นก็คือ การ Rebalance Port” เป็นการปรับสัดส่วนการลงทุน ให้คงไว้ตามที่เราต้องการลงทุน ทำให้ “ความเสี่ยง” จากการลงทุน ‘ไม่มาก’ หรือ ‘น้อยเกินไป’ เมื่อพอร์ตการลงทุนของเราเปลี่ยนไป


“แล้วทำไมเราต้องทำ ‘Rebalance’ ด้วย การทำ ‘Rebalance’ คือการปรับสัดส่วนการลงทุนให้กลับมา ‘เท่าเดิม’ กับตอนที่เราลงทุนครั้งแรก ซึ่งการปรับแบบนี้ จะทำให้ความเสี่ยงที่เราเริ่มลงทุนกลับมาเท่าเดิม นี่คือการทำ ‘Rebalance’ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนไป ย่อมต้องมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปแน่ๆ”




อย่างเช่น “การลงทุน” เพราะเมื่อลงทุนไปแล้วหากไม่ ‘กำไร’ ก็ ‘ขาดทุน’ เพียงแค่ว่าการลงทุนระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงบางอย่างลงไปได้ ดังนั้น เมื่อเราต้องการลงทุนระยะยาว การ “Rebalance Port” (การปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้สัดส่วนการลงทุนเป็นอย่างเดิม) จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่า “รู้งี้” Rebalance ตั้งนานแล้ว ซึ่งคำพูดนี้มักจะเกิดขึ้นตอนช่วง ‘ตลาดขาลง’ หรือผลตอบแทนคาดหวังไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น


“แต่ถ้าเป็นช่วง ‘หุ้นขาขึ้น’ หลายคนมักจะไม่สนใจว่าจะต้อง ‘Rebalance’ เพราะเห็นแก่กำไรที่เกิดขึ้นในจังหวะนั้น และก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้เป็นช่วงกอบโกย หยวนๆ ไปก่อน การที่เราคิดแบบนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่ไม่อยากให้ความโลภมาบังตาจนทำให้เราหลงลืมเป้าหมายของการลงทุนไป”


เรามาลองดูตัวอย่างกัน เช่น เรารับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่ไม่อยากลงทุนอะไรซับซ้อน จึงเลือกลงทุใน “หุ้น” 50% และ “ตราสารหนี้” 50% ด้วยเงินลงทุนอย่างละ 500,000 บาท รวมทั้งพอร์ตเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน ปรากฏว่าหุ้นไทยขึ้นพรวดพลาด เติบโดยไป 20% ในขณะที่ตราสารหนี้เติบโตไปเพียง 1% เท่านั้น





การ “Rebalance Port” ในเคสนี้ คือการขายหุ้นออกจำนวน 47,500 บาท และนำเงินจากการขายมาลงทุนในตราสารหนี้เพิ่ม เพื่อให้ได้สัดส่วนการลงทุนที่ 50:50 เท่าเดิม ตามที่เราต้องการลงทุน แต่ถ้าหากไม่อยากขายหุ้นออกมาลงทุนในตราสารหนี้ เราก็สามารถเพิ่มเงินลงทุนโดยลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มอีก 95,000 บาท เพื่อให้สัดส่วนเงินลงทุนเท่ากับ 50:50 ก็ทำได้เช่นกัน


“หากเราไม่ทำการปรับพอร์ต เท่ากับว่าตอนนี้เราลงทุนในหุ้นมากกว่า 50% ดังนั้น หากอนาคตตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงเราก็มีโอกาสขาดทุนมากขึ้นเพราะเราลงทุนในหุ้นมากขึ้นจากการเติบโตของหุ้นที่ผ่านมา”


ในทางกลับกัน หากลงทุนแล้วไม่เป็นไปตามที่เราคาด ตลาดเกิดพลิกล็อคทำให้เราขาดทุนไป 20% ในขณะที่ตราสารหนี้ยังให้ผลตอบแทนที่ 1% เท่าเดิม




ถ้าเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ เราน่าจะมา Rebalance Port” เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนให้เท่ากับตอนต้น โดยการขายตราสารหนี้ออก 52,500 บาท เพื่อมาซื้อหุ้น หรือจะเพิ่มเงินลงทุนในหุ้น 105,000 บาท เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนปรับมาเป็น 50:50 ก็ทำได้เช่นกัน


การทำ Rebalance Port” เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนไม่ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่เราต้องการลงทุน ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากอายุของเราที่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมลงทุน 50:50 อาจปรับเปลี่ยนการลงทุนในหุ้นน้อยลงเมื่อมีระยะเวลาลงทุนคงเหลือน้อยลง รวมถึงความวิตกกังวลจากการลงทุน ฯลฯ ซึ่งเราสามารถปรับลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้


“แนะนำให้มีการ ‘Rebalance Port’ ทุก 1 ปี และทบทวนแผนของตัวเองว่ายังเหมือนกับความตั้งใจแรกของเราไหม หากมีอะไรที่เปลี่ยนไป จะได้ ‘ปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน’ ของตัวเองให้เหมาะสมอยู่เสมอ...เมื่อเรารู้แบบนี้แล้ว รับรองงานนี้ต้องบอกว่า...เจ้าของเงินจงรวยๆ”


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

อรพรรณ บัวประชุม

นักวางแผนการเงิน CFP®