สไตล์ไหน...ปัง! ลงทุนให้ “ตรงสไตล์” เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน !!!
Wealth EZ: การเลือก “สไตล์การลงทุน” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุน เนื่องจากแต่ละสไตล์มีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจแต่ละสไตล์การลงทุนและตัดสินใจเลือกสไตล์ให้เหมาะสมกับตนเอง
ทำความเข้าใจ “สไตล์การลงทุน” แต่ละประเภท
-“การลงทุนแบบเชิงรุก” (Active) “การลงทุนแบบเชิงรับ” (Passive)
“การลงทุนแบบเชิงรุก” จะเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกหลักทรัพย์และจับจังหวะตลาดเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าผลตอบแทนปกติ ในขณะที่ “การลงทุนแบบเชิงรับ” เน้นกระจายการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนและความเสี่ยงใกล้เคียงกับดัชนีที่ต้องการ
-“หุ้นเติบโต” (Growth) vs. “หุ้นคุณค่า” (Value)
“หุ้นเติบโต” ในที่นี้ คือ หุ้นที่มีการเติบโตของกำไรในอัตราที่สูง เช่น หุ้นในกลุ่มผู้พัฒนานวัตกรรม เป็นต้น ส่วน “หุ้นคุณค่า” คือ หุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือมีราคาถูก
-“หุ้นปันผล” (Dividend)
เน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญจะต้องมีโอกาสที่มูลค่าของกิจการจะเพิ่มขึ้นหรือมีการเติบโตของเงินปันผลด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว “หุ้นปันผล” มักจะมีความผันผวนของราคาน้อยกว่าหุ้นอื่น ๆ
เข้าใจ “เป้าหมายการลงทุน” และ “ความชอบของตนเอง”
พิจารณาความสำคัญของเป้าหมาย และระยะเวลาการลงทุนว่าสั้นหรือยาว รู้ความเสี่ยงหรือผลขาดทุนที่ตนเองรับได้ รวมไปถึงข้อจำกัดการลงทุน อย่างเรื่องของ สภาพคล่อง ภาษี เงื่อนไขการลงทุนส่วนบุคคล เป็นต้น

พิจารณาเลือก “สไตล์การลงทุน” ที่ใช่
-
เลือกการลงทุนแบบเชิงรุก หากคาดหวังผลตอบแทนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และเชื่อว่าตนเองหรือผู้จัดการกองทุน มีข้อมูลที่มากกว่า มีเวลาในการติดตาม มีความสามารถในการวิเคราะห์ ตัดสินใจเลือก และจับจังหวะได้ดีกว่านักลงทุนคนอื่นๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าการ “Active” มักมาพร้อมกับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วย
-
เลือกการลงทุนเชิงรับ หากให้ความสำคัญกับเรื่องของค่าใช้จ่าย และคาดหวังผลตอบแทนใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของดัชนี ซึ่งจากสถิติพบว่าในระยะยาวแล้วกองทุนที่มีนโยบายลงทุนแบบเชิงรับมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่านโยบายลงทุนแบบเชิงรุก
-
เลือกหุ้นเติบโต สำหรับผู้ชื่นชอบลงทุนในกิจการที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีอัตรากำไรและผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง คาดหวังว่าราคาของหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถทนรับความผันผวนของราคาได้ เนื่องจากหุ้นเติบโตมักจ่ายปันผลน้อยหรือไม่จ่ายเพื่อนำเงินไปขยายกิจการ ซึ่งหากการลงทุนนั้นผิดพลาดอาจส่งผลต่อราคาอย่างรุนแรงได้ ดังนั้นควรมีการติดตามข่าวสารของกิจการอย่างใกล้ชิดด้วย
-
เลือกหุ้นคุณค่า หากมีความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่จะลงทุน มีระยะเวลาลงทุนค่อนข้างยาวสามารถอดทนรอการเติบโตของกิจการได้ แต่การเลือกลงทุนสไตล์นี้ต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์และมองเห็นภาพในอนาคตของบริษัท ทำให้เห็นว่ามูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาในปัจจุบันจึงตัดสินใจเข้าลงทุน และรอคอยกระทั่งกิจการเติบโตตามที่วิเคราะห์ ซึ่งหากเป็นจริงราคาของหุ้นจะวิ่งเข้าหากมูลค่าที่ประเมินไว้
-
เลือกหุ้นปันผล เหมาะสมกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับสร้างรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้จ่าย เช่น กลุ่มผู้เกษียณ เป็นต้น หรือถ้าเป็นผู้ที่ไม่ชอบความผันผวนมากนัก ราคาหุ้นปันผลมักจะมีเสถียรภาพมากกว่าเนื่องจากมีเงินปันผลรองรับ
เห็นได้ว่าการลงทุนแต่ละสไตล์เหมาะกับนักลงทุนที่แตกต่างกันไป ผู้ลงทุนควรพิจารณาแผนการลงทุนและข้อจำกัดของตนเอง เพื่อเลือกสไตล์การลงทุนที่เหมาะสม แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่มีสไตล์การลงทุนใดที่ดีที่สุด การผสมสไตล์การลงทุนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การลงทุนหรือเหมาะสมกับสถานการณ์จะช่วยให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังมากขึ้นได้ ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรติดตามทบทวนการลงทุนของตนเองอย่างสม่ำเสมอด้วย
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th
