“วางแผนภาษี” ให้เป๊ะปัง...สไตล์ “วัยเกษียณ” !!!
Wealth EZ: หากถามว่า “คุณอยากหาเงินนานๆ หรือใช้เงินนานๆ” มั่นใจได้ว่าคนส่วนใหญ่ย่อมต้องอยากใช้เงินนานๆ ซึ่งทำให้ “การเกษียณ” จึงเป็นเหมือนเป้าหมายความฝันของใครหลายคน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นฝันร้ายของคนที่ไม่ได้เตรียมการ เพราะสิ่งที่หายไปพร้อมกับงานก็คือ “รายได้”
อย่าลืมว่านอกจากเรื่องของการเก็บเงินแล้ว การบริหารเงินก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากของคนเกษียณที่จะเป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ ทั้งนี้ คำว่าบริหารเงิน นอกจากทำให้งอกเงยแล้ว ยังต้องทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นต่ำที่สุดอีกด้วย “ภาษี” จึงเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่ที่คนเกษียณทุกคนควรให้ความสำคัญ
ก่อนอื่นมาดูเหตุผลกันก่อนดีกว่า ว่าทำไมคนไทยวัยเกษียณ ถึงมัก “ละเลย” เรื่องการวางแผนภาษี แน่นอนว่าเหตุผลยอดฮิตข้อแรก ก็คือ “ความไม่รู้” เพราะส่วนใหญ่มุ่งเน้นวิธีการหาเงิน และอีกเหตุผลก็คือ ภาษีที่เกี่ยวกับคนเกษียณส่วนใหญ่เป็นการเสียแบบ หัก ณ ที่จ่าย ทำให้เงินภาษีที่เสียไปเป็นเงินเพียงเล็กน้อย
4 เหตุผลควรรู้ ที่ “วัยเกษียณ” ควรให้ความสำคัญ
-
เกษียณ คือ วัยหยุดหา แล้วหันมาบริหารทรัพย์สิน งานหลักของคนเกษียณคือ การให้เงินทำงาน และเมื่อเกษียณย่อมมีมูลค่าทรัพย์สินที่มากกว่าช่วงวัยทำงาน ดังนั้น การวางแผนภาษีจะสำคัญมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของชีวิต
-
หากมีการวางแผนภาษีหลังเกษียณ เช่น กำหนดก้อนเงินที่จะใช้ในอนาคตไกลๆ หรือก้อนที่จะส่งต่อให้ลูกหลานอย่างชัดเจน ก็จะสามารถซื้อกองทุนรวมหรือประกัน ในรูปแบบที่ประหยัดภาษีได้ เป็นต้น
-
ทำให้สามารถมีเงินเกษียณใช้ต่อปีมากขึ้น เมื่อประหยัดภาษีได้มากขึ้น ย่อมมีเงินสดเหลือมากขึ้น ทำให้สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้นได้โดยปริยาย
-
เหลือเงินส่งต่อให้ลูกหลานมากขึ้น นอกจากการบริหารภาษีจะเป็นประโยชน์กับเหล่าคนเกษียณแล้ว ยังเป็นประโยชน์กับลูกหลานและคนข้างหลัง ที่จะประหยัดภาษีที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อของทรัพย์สินทั้งทางตรงและทางอ้อม

3 เทคนิค “การวางแผนภาษี” คนวัยเกษียณ
การเลือกใช้สิทธิ์ Final Tax หรือการที่สรรพากรยอมให้ “เงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว” สามารถเลือกที่จะนำมารวมหรือไม่รวมคำนวณในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีได้ เช่น หากได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงินในบัญชีธนาคาร ปีละ 100,000 บาท จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% หรือ 15,000 บาท หากมีรายได้น้อยสามารถที่จะขอนำเงินได้ 100,000 บาท มายื่นคำนวณภาษีและขอเงิน 15,000 บาทคืนได้ทั้งจำนวน
“หากมีรายได้ที่อยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่าหรือเท่ากับ 15% สามารถเลือกที่จะยอมให้สรรพากรหักภาษีไป 15,000 บาท และไม่ต้องนำเงินได้ 100,000 บาท มารวมเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษีได้หากใช้ชีวิตหลังเกษียณ 20 - 30 ปี เงินภาษีที่ประหยัดก็นำไปเป็นใช้จ่ายได้”
การเลือกใช้สิทธิค่าลดหย่อน เนื่องจากสรรพากรให้ “สิทธิลดหย่อน” ที่เป็นประโยชน์กับคนเกษียณเอาไว้ ไม่ว่าจะในกรณีที่มีรายได้น้อยหรือมากก็ตาม เช่น หากขาดรายได้และต้องให้ลูกๆ ดูแลลูกๆ ที่มาเลี้ยงดูก็สามารถหักค่าลดหย่อนสำหรับเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส จำนวนคนละ 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 4 คน โดยบิดามารดาจะต้องมีอายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท
“แต่หากมีเงินได้มากพอเลี้ยงดูตัวเองได้ เมื่ออายุ 65 ปี ขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนเพิ่มปีละ 190,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์มากหากนำไปใช้คู่กับการวางแผนเรื่อง Final Tax”
การวางแผนการส่งต่อล่วงหน้า สำหรับผู้ที่มีลูกหลานให้ส่งต่อทรัพย์สิน “การจัดการภาษี” ที่เกี่ยวข้องไว้แต่เนิ่น ๆ ก็เป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเสียภาษีมรดก คือ มีทรัพย์สินมากกว่า 100 ล้านบาท หรือมีทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะโดนเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น การวางแผนภาษีที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อ จะเป็นประโยชน์มาก เช่น การทยอยส่งต่อทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ ที่นอกจากจะทำให้เสียภาษีน้อยลงแล้ว ยังช่วยให้เกิดความเท่าเทียม ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งหลังจากเราจากไป ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
“การวางแผนภาษี” ในวัยเกษียณเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดี การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะช่วยให้ผู้เกษียณอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th
