Official Update :

“สิทธิประโยชน์” จากประกันสังคม…ที่ “วัยเกษียณ” ต้องรู้ !!!

Wealth EZ: ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged Society) อย่างเต็มตัวแล้ว ทำให้ “การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ” เป็นที่กล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย และเมื่อพูดถึงแหล่งเงินเพื่อการเกษียณที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุดแหล่งหนึ่งก็คือ “ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพจากกองทุนประกันสังคม”


“เงินชราภาพจากประกันสังคม” คืออะไร

“กองทุนประกันสังคม” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ผู้ประกันตนในกรณีต่างๆ 7 กรณี ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งรวมถึงกรณีชราภาพด้วย จึงกล่าวได้ว่า กองทุนประกันสังคมเป็นหลักประกันในความเป็นอยู่ร่วมกันของสมาชิก


สำหรับประโยชน์ทดแทนใน “กรณีชราภาพ” จะมีทั้ง “เงินบำเหน็จชราภาพ” ที่จ่ายให้ครั้งเดียว และ “เงินบำนาญชราภาพ” ที่จ่ายให้รายเดือนตลอดชีวิต


เงินบำเหน็จชราภาพ

ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบ “ไม่ครบ 180 เดือน” จะได้รับ “เงินบำเหน็จชราภาพ” เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือหากความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง


หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ “ไม่ถึง 12 เดือน” เงินบำเหน็จชราภาพที่ได้รับจะเท่ากับเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตน (3% ของฐานค่าจ้างตั้งแต่ 1,650-15,000 บาท หรือสูงสุดเดือนละ 450 บาท) แต่หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ “ตั้งแต่ 12-179 เดือน” เงินบำเหน็จชราภาพที่ได้รับจะเท่ากับเงินสมทบทั้งส่วนของผู้ประกันตนและส่วนของนายจ้าง (ฝ่ายละ 3% ของฐานค่าจ้างตั้งแต่ 1,650-15,000 บาท หรือสูงสุดเดือนละ 450 บาท) พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามอัตราที่สำนักงานประกันสังคมจะประกาศเป็นปี ๆ ไป


ตัวอย่างที่ 1: นายสุขจริง สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเมื่ออายุ 45 ปี ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 10 เดือน มีฐานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท ดังนั้น นายสุขจริงจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นจำนวน 450 × 10 = 4,500 บาท เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์


ตัวอย่างที่ 2: นางสุดสวย สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 150 เดือน มีฐานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท ดังนั้น นางสุดสวยจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นจำนวน (450 + 450) × 150 = 135,000 บาท พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ประมาณปีละ 2-4%



เงินบำนาญชราภาพ

ผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพก็ต่อเมื่อได้จ่ายเงินสมทบมาแล้ว “ไม่น้อยกว่า 180 เดือน” ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม โดยจะได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือหากความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง


“หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน เงินบำนาญชราภาพที่ได้รับจะเท่ากับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ฐานค่าจ้างตั้งแต่ 1,650-15,000 บาท) แต่หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน อัตราเงินบำนาญชราภาพจะเพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่เกินมานั้น (เศษที่ไม่ครบ 12 เดือนจะปัดทิ้ง) ทั้งนี้ เงินบำนาญชราภาพจะต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 720 บาท”


ตัวอย่างที่ 3: นายไชโย ได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 180 เดือน แต่ฐานค่าจ้างสูงสุดจะอยู่ที่ 15,000 บาท ดังนั้น นายไชโยจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 20% × 15,000 = 3,000 บาท ไปตลอดชีวิต


ตัวอย่างที่ 4: นางชื่นใจ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 270 เดือน มีฐานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท แสดงว่าจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือนมา 270 – 180 = 90 เดือน หรือครบ 12 เดือนเป็นจำนวน 7 ครั้ง จะปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพอีก 7 × 1.5% = 10.5% เป็น 30.5% ดังนั้น นางชื่นใจจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 30.5% × 15,000 = 4,575 บาท ไปตลอดชีวิต


ข้อควรระวังของ “เงินบำเหน็จชราภาพ”
VS “เงินบำนาญชราภาพ”

หากเปรียบเทียบระหว่าง “เงินบำเหน็จชราภาพ” กับ “เงินบำนาญชราภาพ” แล้ว อาจทำให้เราคิดว่าด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้ผู้คนอายุยืนขึ้นกว่าเมื่อก่อน ดังนั้น เงินบำนาญชราภาพน่าจะคุ้มค่ากว่า แต่อย่าลืมว่าเพดานค่าจ้างในขณะนี้อยู่ที่ 15,000 บาท ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยมาเป็นเวลามากกว่า 30 ปีแล้ว บวกกับภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้อำนาจซื้อของเงินลดลง ทำให้เงินบำนาญชราภาพที่ได้รับในปีหลังๆ จะมีมูลค่าลดลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับปีแรกๆ


ในขณะที่ “เงินบำเหน็จชราภาพ” เป็นเงินก้อนที่ใหญ่กว่า แม้จะไม่มากนัก และได้รับเพียงครั้งเดียว จึงอาจทำให้เราตัดสินใจนำเงินนี้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ คือ แทนที่จะเป็นเงินก้อนสำหรับใช้ในช่วงหลังเกษียณ กลับนำเงินนี้ไปปลดหนี้ หรือเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว ก็จะเป็นที่น่าเสียดายที่เงินออมสำหรับวัยเกษียณจะต้องลดลง


นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็น “เงินบำเหน็จชราภาพ” หรือ “เงินบำนาญชราภาพ” ถ้าดูที่จำนวนเงินแล้วไม่น่าจะเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณ ดังนั้น ทุกคนควรจะ “วางแผนออมเงินเพื่อการเกษียณ” ผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถ “เกษียณอย่างเกษม” ได้ในที่สุด...


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

วินย์ ฉายศิริโชติ CFP®, CISA

อาจารย์ประจำหลักสูตรการวางแผนการเงินและการลงทุน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Most Viewed
News Highlight
แสนสิริ โชว์ความแข็งแกร่งตลาดทุน คว้า 2 รางวัลใหญ่จากเวที IAA Awards 2026 ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านบริหารการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Insurance
กรุงเทพประกันชีวิต รวมพลังจิตอาสาจัดถุงยังชีพ 1,000 ถุง ผู้บริหารลงพื้นที่ส่งต่อความใส่ใจ เคียงข้างลูกค้าและผู้ประสบภัยน้ำท่วม
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
TOA เดินหน้าแคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ผนึกกำลังมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และจุฬาฯ ร่วมดูแลป่า พัฒนาชุมชน และส่งเสริมการเรียนรู้เยาวชน
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
จับตา SpaceX ถ้าอยากมีส่วนในเทรนด์ Space Tech! หลังงบ Q3 พุ่งกระฉูด เมื่อ AI - Starlink อาจกลายเป็น "เครื่องยนต์ใหม่"
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ธุรกิจยืนยาว ไม่ได้การันตีความอยู่รอด เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว องค์กรต้องเร่งปรับตัว คนทำงานต้องเตรียมพร้อม รับมือความไม่แน่นอน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us