Official Update :

ไม่มีสินทรัพย์ใดดีที่สุดตลอดกาล “Asset Allocation" คือ คำตอบ

ในโลกของการลงทุนไม่มีสินทรัพย์ใดจะให้ผลตอบแทนดีสุดหรือแย่สุดไปได้ตลอด ยกตัวอย่างจากรายงานของ Novel Investor ที่ชี้ว่าในปี 2020 กลุ่ม REIT (Real Estate Investment Trust) ให้ผลตอบแทนต่ำที่ -5.1% แต่ในปี 2021 ผลตอบแทนกลับพุ่งสูงถึง 41.3%


โดยปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์การบริโภค ความเชื่อมั่นนักลงทุน หรือ ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถมีส่วนทำให้ผลตอบแทนสินทรัพย์เปลี่ยนไปได้ทั้งนั้น และยิ่งถ้าสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนสูง ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นที่ผลตอบแทนจะเปลี่ยนไปถึงขั้นขาดทุนจำนวนมาก


ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันความผันผวนนี้ การกระจายการลงทุน (asset allocation) นั่นเอง โดยการกระจายการลงทุน คือการไม่เลือกลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เงินสด ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรือ หุ้น โดยจะมีการกำหนดสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ ซึ่งถ้าถามว่าจะกระจายการลงทุนอย่างไรดี ก็มีสองแนวทางเริ่มต้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้กัน ได้แก่


1.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนแตกต่างกัน เพื่อให้ได้ทั้งความมั่นคงและผลตอบแทนที่ดี

โดยหนึ่งในแนวทางที่คนนิยมใช้กันคือ คือ “การกระจายเงินลงทุนเป็นรูปพีระมิด” หรือ “พีระมิดการลงทุน” (Investment Pyramid) ที่มีฐานเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และไล่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดพีระมิดที่เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยหลักการคือให้จัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน เช่น เงินฝากธนาคาร ตั๋วเงินคลัง ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือพันธบัตรรัฐบาล (สอดคล้องกับฐานของพีระมิดที่กว้าง)


รวมถึงจัดสรรเงินลงทุนส่วนน้อยไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือ อนุพันธ์ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้น (คล้ายกับยอดพีระมิดที่แคบ) ซึ่งวิธีนี้จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเงินลงทุน แต่ก็ยังให้โอกาสในการทำกำไรด้วย


2.กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายที่มีแนวโน้มไปได้ดีในภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เพื่อจะได้มีสินทรัพย์ที่ยังคงให้ผลตอบแทนไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในวัฏจักรไหนก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนใน “หุ้นวัฏจักร” (Cyclical Stocks) หรือหุ้นที่ราคาขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ เราก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งแต่ก็จะเสียผลตอบแทนเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอโดยหุ้นเหล่านี้มักจะอยู่ในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมยานยนต์ ท่องเที่ยว ธนาคาร สินค้าเกษตร ถ่านหิน-เหล็ก อสังหาริมทรัพย์ การเดินเรือ น้ำมันและปิโตรเคมี ค้าปลีก และบรรจุภัณฑ์


แต่ในขณะเดียวกัน เราลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนมักไปสวนทางกับเศรษฐกิจ คือให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวไปด้วย เช่น ทองคำ หุ้นบริษัทประกัน หุ้นสาธารณูปโภค หรือ หุ้นโรงพยาบาล ก็จะช่วยลดการขาดทุนจากหุ้นวัฏจักรในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีได้


ทั้งนี้ มีผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนส่วนใหญ่ กว่า 98% มาจากการทำ Asset Allocation จึงเห็นได้ว่าการกระจายการลงทุนที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการลงทุน และแม้ว่าการกระจายการลงทุนนั้นอาจทำให้ผลตอบแทนดูไม่ค่อยหวือหวา แต่การไม่กระจายการลงทุนเลยนั้นอาจแย่เสียยิ่งกว่าก็ได้