รู้จัก 3 เครื่องมือช่วยประเมินความเสี่ยง ก่อนลงทุนในหุ้น-กองทุน-ตราสารหนี้
ในทุกๆ การลงทุน ผู้ลงทุนย่อมหวังผลตอบแทนเป็นเรื่องปกติ แต่บ่อยครั้งที่พบว่าผู้ลงทุนมักคาดหวังผลตอบแทนจนละเลยความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นๆ ไป ซึ่งจะดีกว่าไหมหากจะนำตัวช่วยมาใช้ในการประเมินความเสี่ยงก่อนการลงทุน
โดยวันนี้ Wealthy Thai ได้หยิบยกตัวช่วยในการประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนใน 3 รูปแบบ นั่นคือ หุ้น กองทุน และ ตราสารหนี้ มาฝาก
1.หาหุ้นผ่านค่า “Beta”
โดยข้อมูลจาก SET Investnow ระบุว่า Beta เป็นค่าที่บอกว่าหุ้นนั้นมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโดยรวม เช่น AAA มีค่า Beta เท่ากับ 1.04 เท่า แปลว่า ถ้า SET Index บวก 1% หุ้น AAA จะบวก 1.04% เป็นต้น ซึ่งหุ้นแต่ละตัวจะมีค่า Beta ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความผันผวนและทิศทางเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น
สำหรับการเลือกหุ้นโดยใช้ค่า Beta มาปรับเข้ากับการเลือกหุ้นเข้าพอร์ต สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเด็น คือ
1.1 ใช้ในการเลือกหุ้นที่ตรงกับแนวทางการลงทุนของเรา
-
กลุ่มหุ้นที่มีค่า Beta สูง
นักลงทุนกลุ่มที่เน้นซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างชัดเจน หรือต้องการลงทุนตามวัฏจักรของตลาดมักจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้เพื่อคาดหวังผลตอบแทนในทิศทางเดียวกันกับดัชนี
-
กลุ่มหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำ
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในภาวะตลาดขาลง มักจะเลือกหุ้นกลุ่มนี้เข้าพอร์ตโดยคาดหวังว่า เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง หุ้นที่ถือจะลงน้อยกว่า
1.2 ใช้ในการบริหารความเสี่ยงพอร์ตลงทุนโดยรวม
สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายตัว แต่หุ้นในพอร์ตเป็นหุ้นที่ความผันผวนสูง การกระจายลงทุนด้วยการเพิ่มสัดส่วนในหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำจะช่วยให้ภาพรวมของพอร์ตมีความผันผวนที่ต่ำลงได้
อย่างไรก็ตาม ค่า Beta เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินใจในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต และค่าดังกล่าว เป็นค่าที่นำข้อมูลของหุ้นและดัชนีในอดีตมาใช้ในการคำนวณ จึงควรใช้ปัจจัยอื่น ๆ ในการวิเคราะห์ร่วมด้วย เพื่อให้ตรงกับเป้าหมายการลงทุน
2.วัดผลตอบแทนกองทุนด้วย Sharpe Ratio
ข้อมูลโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ระบุว่า Sharpe Ratio เป็นการวัดผลตอบแทนของกองทุนรวมที่มากกว่า หรือเหนือกว่าอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงปรับ ด้วยค่าความเสี่ยงของกองทุนรวม คือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นการมอง “ผลตอบแทน” ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เท่ากัน หรือการที่กองทุนมีค่า Sharpe Ratio ที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับอีกกองทุนหนึ่ง แสดงว่าผู้จัดการกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า ณ 1 หน่วย ความเสี่ยงที่เท่ากัน แต่ก็ควรใช้เปรียบเทียบกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกันเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นแนวคิดของ “Sharpe Ratio”
ตัวอย่างกองทุน A,B และดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีค่า Sharpe Ratio เท่ากับ 1.12, 0.95 และ 0.85 ตามลำดับ หมายความว่า กองทุน A เป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุน B และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง 1 หน่วย
3.เลือกตราสารหนี้ด้วย Credit Rating
การจัดอันดับเครดิต (Credit Rating) ของตราสารหนี้ จะช่วยให้นักลงทุนได้ทราบข้อมูลด้านความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มแข็งทางการเงินของการชำระหนี้ของลูกหนี้ (ผู้ออกตราสาร) ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในตราสารหนี้นั้น ๆ
ทั้งนี้ พันธบัตรหรือตราสารหนี้ของภาครัฐ จะไม่มีการจัดอันดับเครดิต เนื่องจากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดและมีอำนาจสูงสุดในประเทศ สามารถเก็บภาษีเพื่อมาชำระหนี้คืน โอกาสที่จะเกิดการผิดนัดชำระน้อยที่สุด จึงไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Free) ขณะที่หุ้นกู้ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน มีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ได้ เพราะความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละบริษัทอาจไม่เท่ากัน จึงต้องมีการจัดอันดับเครดิตโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
โดยปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในไทย มีอยู่ 2 แห่งคือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) และ บริษัท ฟิทช์เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thaland) ที่จะวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยง ทั้งด้านภาพรวมอุตสาหกรรม ธุรกิจของบริษัท และสถานภาพทางการเงินของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ เพื่อประเมินความสามารถของลูกหนี้ต่อการชำระหนี้ครบ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาได้หรือไม่
ข้อมูลจาก SET Investnow ระบุว่า อันดับความน่าเชื่อถืออาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้
1.กลุ่ม Investment Grade (กลุ่มระดับลงทุน)
เป็นกลุ่มที่มีเรทติ้งในระดับที่น่าลงทุน เริ่มตั้งแต่ AAA หมายถึง อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด มีความเสี่ยงต่ำสุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ไล่ลงมาจนถึงระดับ BBB มีอันดับความน่าเชื่อถือปานกลางมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ในเกณฑ์ปานกลาง
2.กลุ่ม Non-Investment Grade (กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน)
หรือเรียกว่า Speculative Grade (กลุ่มที่ลงทุนเพื่อการเก็งกำไร) เป็นตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งจะมีเรทติ้งตั้งแต่ BB ลงมาถือเป็นตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำลง มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ส่วนเรตติ้ง C มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขณะที่อันดับเครดิตต่ำที่สุด คือ D เป็นตราสารที่อยู่ในสถานะผิดนัดชำระหนี้ ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ตามกำหนด
3.กลุ่ม Unrated Bond (ไม่มีการจัดอันดับเครดิต)
เนื่องจากเป็นตราสารหนี้ที่ไม่ได้ส่งไปจัดอันดับ หรือเป็นตราสารหนี้ที่ขอให้จัดอันดับแล้ว แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งตราสารหนี้กลุ่มนี้จะจูงใจด้วยผลตอบแทนสูง แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงมากเช่นเดียวกัน โดยจะเสนอขายเฉพาะให้แบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) กับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและบุคคลที่มีสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีตัวช่วยในการประเมินความเสี่ยงก่อนการลงทุน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกๆการลงทุนจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนการลงทุนทุกครั้ง เพื่อให้การลงทุนเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งก็คือการได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ และได้รับความเสียหายน้อยที่สุดนั่นเอง

