เส้นทาง “อิสรภาพทางการเงิน”... จาก “ความฝัน” สู่ “ความจริง” ที่ใครๆ ก็ทำได้ !!!

Wealth EZ: คุณเคยฝันถึงชีวิตที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง มีเวลาทำสิ่งที่รัก และเกษียณได้เร็วหรือไม่ ถ้าใช่ สิ่งที่คุณกำลังนึกถึง คือ “อิสรภาพทางการเงิน” (Financial Freedom) ซึ่งหมายถึงสถานะที่บุคคลมีรายได้เพียงพอจากการลงทุนหรือแหล่งรายได้แบบ Passive Income” เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องทำงานประจำอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การบรรลุอิสรภาพทางการเงินไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ วินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง และความอดทนในระยะยาว


“อิสรภาพทางการเงิน”: ความฝันที่เป็นจริงได้

“อิสรภาพทางการเงิน” คือ สภาวะที่มีรายได้เพียงพอจากทรัพย์สินที่สร้าง “กระแสเงินสด” (Cash Flow Generating Assets) โดยไม่ต้องทำงานประจำ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง แต่คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ไม่ได้หมายถึงการมีเงินล้นฟ้าหรือใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย แต่หมายถึงการมีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามแบบฉบับของตัวเอง


ตัวอย่าง: นาย ก. อายุ 45 ปี มีเงินออม 10 ล้านบาท ลงทุนในหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เท่ากับว่ามีรายได้ 500,000  บาทต่อปี หรือประมาณ 41,000 บาทต่อเดือน โดยไม่ต้องทำงานประจำ ถ้าค่าใช้จ่ายของนาย ก. อยู่ที่ 35,000 บาทต่อเดือน ก็ถือว่ามี “อิสรภาพทางการเงิน” แล้ว


ทำไม “อิสรภาพทางการเงิน” ถึงสำคัญ

  • ความมั่นคงในชีวิต เมื่อมี “อิสรภาพทางการเงิน” ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินพอใช้จ่ายในอนาคตหรือไม่ ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น

  • อิสระในการเลือก สามารถเลือกทำในสิ่งที่รักและมีความหมายต่อชีวิต โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนทางการเงินเป็นหลัก

  • คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเวลาให้กับครอบครัว งานอดิเรก และการพัฒนาตัวเองมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ

  • ความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง สามารถอุทิศเวลาและทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น


เส้นทางสู่ “อิสรภาพทางการเงิน”

การสร้าง “อิสรภาพทางการเงิน” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปถ้ามีแผนที่ชัดเจนและมุ่งมั่นทำตามแผน นี่คือขั้นตอนสำคัญในการสร้าง “อิสรภาพทางการเงิน”

  • กำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน ควรรู้ก่อนว่าต้องการอะไร “อิสรภาพทางการเงิน”หน้าตาเป็นอย่างไร ต้องการมีเงินเท่าไรถึงจะพอใช้โดยไม่ต้องทำงานประจำ วิธีการ คือ คำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือนคูณด้วย 12 เดือน แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

 ตัวอย่าง: ต้องการใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 30 ปีหลังเกษียณ ก็ต้องมีเงิน 30,000 x 12 x 30 = 10,800,000 บาท แต่อย่าเพิ่งตกใจกับตัวเลขนี้ เพราะเป็นแค่ตัวเลขคร่าวๆ เท่านั้น ในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ เพราะเงินที่มีจะงอกเงยขึ้นเรื่อยจากการนำไปลงทุน

 

  • ลงทุน การลงทุนเป็นกุญแจสำคัญสู่ “อิสรภาพทางการเงิน” เพราะการออมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากค่าเงินมักลดลงเรื่อยๆ ตามอัตราเงินเฟ้อ จึงควรเริ่มต้นด้วยการลงทุนอย่างน้อย 15 - 20% ของรายได้ในแต่ละเดือน

“สำหรับมือใหม่ อาจเริ่มการลงทุนใน กองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุนดัชนี (Index Fund) ซึ่งมีค่าธรรมเนียมต่ำและให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดโดยรวม อีกวิธีที่ง่ายและได้ผลดี คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) คือ การลงทุนเป็นประจำทุกเดือนในจำนวนที่เท่าๆ กัน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และสร้างวินัยในการลงทุน”

 

  • ลดหนี้สินให้เหลือน้อยที่สุด หนี้สินเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุ “อิสรภาพทางการเงิน” โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้นอกระบบ ดังนั้น ถ้ามีหนี้สิน ให้พยายามชำระให้หมดโดยเร็วที่สุด

 

  • สร้างเงินออมฉุกเฉิน เงินออมฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ควรมีเงินออมอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งการมีเงินออมฉุกเฉินจะช่วยให้ไม่ต้องกังวลเวลาเกิดเรื่องไม่คาดคิด และไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมซึ่งอาจทำให้เป็นหนี้เพิ่ม

 

 

  • สร้างแหล่งรายได้หลายทาง นอกจากงานประจำ การสร้างแหล่งรายได้หลายทาง เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้น
  • ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง การมีวินัยในการใช้จ่ายและรู้จักแยกแยะระหว่างความต้องการและความจำเป็นเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอิสรภาพทางการเงิน

  • วางแผนเกษียณอายุ เริ่มออมและลงทุนเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้มีเวลาในการสร้างผลตอบแทนทบต้นที่มากขึ้น


นอกจากขั้นตอนพื้นฐานที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมที่จะช่วยให้บรรลุ “อิสรภาพทางการเงิน” ได้เร็วขึ้น

  • ใช้พลังของการทบต้น (Compound Interest) “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” เคยกล่าวว่า “ดอกเบี้ยทบต้น” เป็นปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ยิ่งเริ่มออมและลงทุนเร็วเท่าไร ก็จะได้ประโยชน์จากการทบต้นมากขึ้นเท่านั้น เช่น ถ้าเริ่มลงทุน 1,000 บาทต่อเดือนตั้งแต่อายุ 25 ปี และได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี เมื่ออายุ 60 ปี จะมีเงินประมาณ 9 ล้านบาท แต่ถ้าคุณเริ่มตอนอายุ 35 ปี จะมีเงินเพียง 860,000 บาทเท่านั้น

 

  • ลงทุนในตัวเอง การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด คือ การลงทุนในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเพิ่มเติม การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ หรือการดูแลสุขภาพ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

 

  • สร้างแหล่งรายได้แบบ “Passive Income” เป็นรายได้ที่ได้รับโดยไม่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เช่น รายได้จากการลงทุน ค่าลิขสิทธิ์ หรือรายได้จากธุรกิจออนไลน์ การมี Passive Income จะช่วยให้มี “อิสรภาพทางการเงิน” เร็วขึ้น

 

  • หาที่ปรึกษาทางการเงิน การมี “นักวางแผนการเงิน” ช่วยวางแผนให้จะยิ่งดี เพราะ “นักวางแผนการเงิน” จะมองได้รอบด้านมากขึ้น เช่น การลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันจากการเจ็บป่วย หรือเหตุอื่นๆ ในชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้รายได้ที่ตั้งใจจะเตรียมไว้ใช้ไม่รั่วไหลในระหว่างทาง

 

  • มีความยืดหยุ่นในแผนการเงิน ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดังนั้น แผนการเงินควรมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทบทวนและปรับแผนการเงินเป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้ง


มีเท่าไร ถึงเรียกว่ามี “อิสรภาพทางการเงิน”

“อิสรภาพทางการเงิน” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรวยล้นฟ้า แต่คือสถานะที่มีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป ซึ่งแต่ละคนก็จะมีนิยามของการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่คำถามตามมา คือ จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องมีเงินเท่าไรถึงจะพอ


คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และค่าใช้จ่ายของตัวเอง ลองจินตนาการดูว่าถ้าไม่ต้องทำงานแล้ว อยากใช้ชีวิตแบบไหน อยากอยู่บ้านหลังใหญ่ อยากขับรถหรู อยากเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ หรืออยากใช้ชีวิตเรียบง่าย เมื่อรู้แล้วว่าอยากใช้ชีวิตแบบไหน ก็ลองคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ดู ว่าควรมีเงินใช้จ่ายต่อเดือนละเท่าไร


สูตร
: เงินที่ต้องการ = ค่าใช้จ่ายต่อปี x 25

เช่น ถ้ามีค่าใช้จ่ายปีละ 600,000 บาท จะต้องมีเงินประมาณ 15 ล้านบาท (600,000 x 25) จึงจะถือว่ามี “อิสรภาพทางการเงิน” (เหตุผลที่ต้องคูณ 25 เพราะหลักการที่เรียกว่า กฎ 4% ซึ่งเชื่อว่าถ้าถอนเงินออกมาใช้ปีละ 4% ของเงินลงทุนทั้งหมด เงินก้อนนั้นจะอยู่ได้นานถึง 30 ปี)

หมายเหตุ: สูตร x 25 สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามอายุขัยที่แต่ละคนประมาณการ ซึ่งอาจไม่เท่ากัน


จากตัวอย่าง เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการคำนวณเท่านั้น ในความเป็นจริง จำนวนเงินที่ต้องการอาจจะน้อยกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ ถ้าพอใจกับชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ค่าใช้จ่ายก็จะน้อยลง

  • แหล่งรายได้อื่นๆ เช่น เงินบำนาญ สวัสดิการจากภาครัฐ

  • สถานที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน บางคนเลือกย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า

  • สุขภาพ ถ้าสุขภาพแข็งแรง ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลก็จะน้อยลง

  • ทักษะและความสามารถ ถ้ามีความสามารถพิเศษก็สามารถสร้างรายได้เสริมได้โดยไม่ต้องทำงานประจำ


“อิสรภาพทางการเงิน” ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไป ด้วยการวางแผนที่ดี มีวินัย และอดทน ทุกคนสามารถก้าวไปสู่จุดนั้นได้ แม้ว่าเส้นทางอาจจะท้าทาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากับความพยายามอย่างแน่นอน


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand และ www.tfpa.or.th

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

Most Viewed
Fun of Funds
“ASP-AAA-A” กองทุนผสมสายกลาง “ลดความผันผวน”.. เพิ่มโอกาสสร้าง “ผลตอบแทนที่ดี” ในระยะยาว !!!      
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ “ซบ” ตามดัชนี เฉลี่ย -3.42%... “TVIETNAM” แชมป์สูงสุด +4.16% “PRINCIPAL VNEQ-USD” ร่วงสุด -10.30% โอกาสลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” เหตุ “ถูก-กำไรโตดี” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
บทเรียน “วัยเกษียณ” ของพ่อแม่...ที่ “ไม่ขอซ้ำรอยเดิม” !!!
เมื่อ อีก 22 ชั่วโมง
Stock of the Day
ผ่าทิศทางดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 69 เฟ้นกลุ่มหุ้นเด่นรับมือความผันผวน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
PTTGC ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นการขนส่งน้ำมันและข้อกล่าวหาการกักตุนน้ำมัน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us