ทำความรู้จัก “การกระจายความเสี่ยงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ”
การจัดสรรสินทรัพย์ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Asset Allocation Based on Economic Cycle) คือ กลยุทธ์การลงทุนที่ปรับสัดส่วนของสินทรัพย์ เช่น หุ้น พันธบัตร เงินสด หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยจะเน้นลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีในแต่ละช่วงของเศรษฐกิจตามสถิติในอดีต ซึ่งเป้าหมายหลัก ก็เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและลดความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน
แม้วัฏจักรเศรษฐกิจจะไม่มีการแบ่งที่ตายตัว แต่มักถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ (1) ระยะขยายตัว (Expansion), (2) ระยะสูงสุด (Peak), (3) ระยะถดถอย (Contraction) และ (4) ระยะฟื้นตัวหลังแตะจุดต่ำสุด (Trough) โดยแต่ละช่วงมีก็ลักษณะเฉพาะตัวและมีสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการลงทุนแตกต่างกัน ดังนี้
1.ระยะขยายตัว (Expansion / Early Recovery)
ลักษณะเด่นของช่วงนี้คือ GDP เติบโตเร็ว อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น โดยกลุ่มสินทรัพย์ที่มักให้ผลตอบแทนดี ได้แก่ หุ้นขนาดเล็ก (Small-Cap), หุ้นในกลุ่มที่ผลตอบแทนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ หุ้นเทคโนโลยี, และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ มักได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
2.ระยะสูงสุด (Peak / Late Expansion)
นี่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น และโดยส่วนมาก ธนาคารกลางจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจไปแล้ว นักลงทุนจึงมักมองหากลุ่มสินทรัพย์ที่มั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น หุ้นกลุ่มป้องกัน (defensive stocks) เช่น หุ้นสาธารณูปโภคหรือหุ้นสุขภาพ, สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ หรือ น้ำมัน และพันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation-Protected Bonds) นี่เป็นเพราะหุ้นกลุ่มป้องกันมักมีรายได้มั่นคงแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว ในขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
3.ระยะถดถอย (Contraction / Recession)
ในช่วงนี้ GDP จะหดตัว อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และผลประกอบการบริษัทลดลง นักลงทุนจึงมักมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรคุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรบริษัทชั้นดี, เงินสด, และทองคำ เพื่อรักษาเงินต้นและลดความเสี่ยง
4.ระยะฟื้นตัวหลังแตะจุดต่ำสุด (Trough / Early Recovery)
นี่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว ธนาคารกลางมักมีการลดอัตราดอกเบี้ย และรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นักลงทุนเริ่มกลับมาสนใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น และพันธบัตรความเสี่ยงสูง เนื่องจากความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจที่กลับคืนมา มักทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
ทั้งนี้ หัวใจหลักของการจัดสรรสินทรัพย์ตามวัฏจักรเศรษฐกิจก็คือ ต้องปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนเมื่อมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนเข้าสู่วงจรต่างๆ เช่น หากตัวชี้วัดแสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแอ ก็ควรลดสัดส่วนหุ้นแล้วเพิ่มสัดส่วนพันธบัตร ในทางกลับกัน หากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ก็ควรเพิ่มสัดส่วนหุ้นในพอร์ตอีกครั้ง
ซึ่งข้อดีของการจัดสรรสินทรัพย์แบบนี้ ได้แก่
1.ช่วยให้ผลตอบแทนมีเสถียรภาพมากขึ้น
2.ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจถดถอ
3.สามารถเก็บเกี่ยวโอกาสจากแนวโน้มตลาดได้
แต่ข้อเสียของวิธีนี้ก็มีอยู่บ้าง เช่น
1.ต้องใช้คาดเดาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งก็ทำได้ยาก
2.การปรับพอร์ตบ่อยๆ อาจทำให้ต้นทุนค่าธรรมเนียมและภาษีสูงขึ้นโดยสรุปแล้ว การกระจายความเสี่ยงตามวัฏจักรเศรษฐกิจช่วยให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยงและคว้าโอกาสได้ดีขึ้น ด้วยการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงด้วยวิธีนี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์และการตัดสินใจที่แม่นยำด้วย

