ลด “วงเงินคุ้มครองเงินฝาก” แล้ว...ทำไงดี?

ในช่วงที่ผ่านมาข่าวทางการเงินที่คนสนใจในวงกว้างน่าจะหนีไม่พ้นข่าวการ “ลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก” ของ “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เงินฝากของเราจะถูกคุ้มครองเพียง “แค่ 1ล้านบาท” เท่านั้น เรื่องนี้มีผลกระทบกับเรามากน้อยแค่ไหน มีที่มาที่ไปยังไง ลองไปดูรายละเอียดกันครับ


หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินหรือผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 กันมา ในสมัยก่อนปี 2540 นั้น ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินแบบ Pegged Exchange Rate” ทำให้เป็นเป้าหมายในการ “โจมตีค่าเงิน” ของต่างชาติ จนในที่สุดเรายอมปล่อย “ลอยตัวค่าเงินบาท” หรือเปลี่ยนการใช้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินมาเป็นแบบ Managed Float”


“ซึ่งในช่วงนั้นมีการกู้ยืมเงินในสกุลเงินต่างประเทศที่สูงมาก ทำให้มูลค่าหนี้ทะยานขึ้นอย่างมากมาย ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินต่างๆ จนในที่สุดสถาบันการเงินของไทยต้องปิดตัวลงหลายแห่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อลูกค้าผู้ฝากเงินอยู่ในสถาบันการเงินที่ปิดตัวลง ต้องฟ้องร้องเพื่อให้ได้เงินฝากกลับคืนมา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อลูกค้า”


จึงมีการนำเอาแนวคิดระบบ “การประกันเงินฝาก (Deposit Insurance)” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สร้างขึ้น เพื่อให้ความคุ้มครองกับผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ “กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก” เพื่อให้ได้รับเงินฝากคืนภายในวงเงินที่กำหนดในกรณีที่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองถูกปิดกิจการ โดยไม่ต้องรอขอรับชำระหนี้จากการชำระบัญชีทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้นๆ ซึ่ง “ผู้ฝากเงิน” ก็ไม่ต้องกังวลหรือดำเนินการใดๆ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก


ในภายหลังจึงได้มีการจัดตั้ง “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” ขึ้น เพื่อช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า เงินฝากที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองดังกล่าว จะได้รับคืนมีการไถ่ถอนอย่างครบถ้วนและเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน


“ในช่วงที่ออกพรบ.ในปี 2551 นั้น มีการคุ้มครองถึง 100% ของเงินฝากทั้งหมด ซึ่งในช่วงต้นนั้นช่วยให้ผู้ฝากเงินมีความอุ่นใจในการฝากเงินกับสถาบันการเงินของไทยแต่ในเวลาต่อมาเศรษฐกิจของไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ประกอบกับลูกค้ามีความรู้ทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้นและเพื่อเป็นการช่วยลดภาระของสถาบันการเงิน สถาบันคุ้มครองเงินฝากจึงได้วางแผนที่จะค่อยๆ ลดวงเงินคุ้มครองจาก 100% ไปจนเหลือวงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท ซึ่งตามแผนเดิมคือจะเหลือ 1 ล้านบาทในปี 2555 แต่ได้ถูกเลื่อนจากเหตุการณ์ต่างๆ เรื่อยมา จนกระทั่งถึงตามเป้าหมายในปีนี้ (2564) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19





ความหมายของการคุ้มครองคืออะไร ใครบ้างที่ได้รับการคุ้มครอง ลองมาดูรายละเอียดกัน


“เงินฝากที่คุ้มครอง” ได้แก่ เงินฝากสกุลเงินบาทของบัญชีเงินฝากภายในประเทศ ได้แก่ บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สะสมทรัพย์ เผื่อเรียก บัญชีเงินฝากจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา บัตรเงินฝาก ใบรับฝากเงิน ไม่รวมเงินฝากในบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝง และเงินฝากระหว่างสถาบันการเงิน


สรุปง่ายๆ คือคุ้มครองเฉพาะเงินบาทประเภท Resident เท่านั้น บัญชีเงินบาทประเภท Non-resident และบัญชีเงินฝากสุกลเงินตราต่างประเทศไม่คุ้มครอง”


“สถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง” ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทั้งนี้ไม่รวมสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งอยู่ภายใต้พรบ.อื่น


สำหรับ “บัญชีร่วม” หากมีการกำหนดสัดส่วนเจ้าของเงินฝากไว้จะแบ่งตามสัดส่วนนั้น แต่หากไม่มีการกำหนดสัดส่วนจะหารเท่ากัน อย่างไรก็ตาม เงินฝากส่วนของตนที่อยู่ในบัญชีร่วม จะต้องถูกนำไปรวมกับบัญชีอื่นๆ ของตนเองที่อยู่ในสถาบันการเงินเดียวกันด้วย วงเงินคุ้มครองในลักษณะ “1 ล้านบาท ต่อรายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน”


ทีนี้คนที่มีเงินฝาก “ไม่ถึง 1 ล้านบาท” ไม่น่าจะมีความกังวลใดๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงวงเงินคุ้มครองดังกล่าว แต่สำหรับคนที่มีเงินฝากในธนาคาร “เกิน 1 ล้านบาท” เรามีทางเลือกอย่างไรบ้าง

  1. ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะสถาบันการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งอย่างมากอีกทั้งบางสถาบันยังได้มีการทำการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) เพื่อเช็กสุขภาพด้านการเงินและฐานะการเงินให้แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย ดังนั้นลูกค้าอุ่นใจได้ระดับหนึ่งว่าสถาบันการเงินของไทยมีโอกาสล้มน้อยมาก

  2. กระจายเงินฝากไปไว้แต่ละธนาคาร วิธีนี้จริงๆ แล้วไม่ค่อยอยากแนะนำเพราะเป็นการสร้างความลำบากให้ตัวเอง ก็คือกระจายเงินฝากไปไว้แต่ละธนาคาร ธนาคารละ 1 ล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่าได้วงเงินคุ้มครองครบถ้วน

  3. เอาเงินไปลงทุนในตราสารทางการเงินอื่นๆ ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ดอกเบี้ยนโยบาย “ต่ำสุด” เป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์และดอกเบี้ยเงินฝากประจำน้อยจนแทบไม่รู้สึกว่าเราได้รับดอกเบี้ย แถมยังถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 15% เรียกได้ว่าแทบไม่เหลืออะไรกันเลยทีเดียว เราจึงควรนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในตราสารทางการเงินประเภทอื่นๆ ซึ่งมีให้เลือกอย่างมากมายในตลาด มีทั้งความเสี่ยงต่ำมาก สำหรับผู้เริ่มต้น และความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการลงทุน


“สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนใดๆ สามารถเริ่มต้นได้อย่างง่ายๆ ด้วยการลงทุนใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งมีสภาพคล่องสูงสามารถซื้อขายได้ทุกวัน ถ้าเราบริหารเงินดีๆ กองทุนประเภทนี้จะแทบไม่ต่างอะไรกับบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารเลยครับ แถมมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อีกด้วย ตอนนี้แอปพลิเคชันของแทบทุกธนาคารสามารถทำการเปิดบัญชีกองทุนรวม และทำรายการง่ายๆ ด้วย smart phone แล้วครับ พอเราเริ่มคุ้นเคยกับกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นแล้ว เราค่อยเริ่มขยับขยายไปสู่กองทุนรวมประเภทอื่น หรือตราสารประเภทอื่นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นครับ”


นอกจากนี้ยังมี “ประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การวางแผนภาษีและการวางแผนเกษียณไปในตัว เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวกันไปเลย ซึ่งเราสามารถใช้สิทธิ์การซื้อเบี้ยประกันชีวิตในการลดหย่อนภาษีได้ แถมยังได้เงินคืนเมื่อครบกำหนดตามเวลาของกรมธรรม์อีกด้วย


“ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” ยังมีให้เลือกสรรอีกมากมายหลากหลายประเภท เราไม่ควรต้องจำกัดอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากประจำที่อยู่แต่ในธนาคารเพียงอย่างเดียว เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแผนทางการเงินของเรา เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่เราวางไว้ครับ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

พาลาภ ประภัศรานนท์

นักวางแผนการเงินCFP®

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ไทยติดโผ Rising Star ฐานผลิตโลกยุคใหม่ Verisk ชูศักยภาพรับ AI-Supply Chain ลุ้นดึง FDI หนุนเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us