รู้จัก “Basel III Bond” ตราสารที่ใช้ในการระดมทุนของธนาคาร
เคยสงสัยไหมว่าเวลาดูรายชื่อหุ้นกู้ที่เปิดขาย มักจะมีหุ้นกู้จากธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อห้อยท้ายแปลก ๆ ว่า "Basel III" ซึ่งมาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจและสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปในระดับ Rating เดียวกัน หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าความคุ้มค่านี้แลกมาด้วยความเสี่ยงอะไร? และคำว่า Basel III แท้จริงแล้วมีความหมายต่อเงินในกระเป๋าของอย่างไร? วันนี้ Wealthy Thai จะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ Basel III Bond ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงประโยชน์ที่ธนาคารและนักลงทุนจะได้รับ
Basel III Bond คืออะไร?
Basel III Bond คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน (Subordinated Debt) ที่ธนาคารพาณิชย์ออกเพื่อระดมทุน โดยมีเงื่อนไขพิเศษเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสากลที่เรียกว่า "Basel III" (เกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลก)
จุดเด่นสำคัญที่ต่างจากหุ้นกู้ทั่วไป คือ เงื่อนไขการรองรับผลขาดทุน (Loss Absorbency) ซึ่งระบุว่า
-
หากธนาคารมีผลการดำเนินงานวิกฤตจนระดับเงินกองทุนลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือทางการ (ธปท.) ตัดสินใจเข้าช่วยเหลือทางการเงิน
-
หุ้นกู้นี้สามารถถูก "ปลดหนี้" (Write-down) หรือ "แปลงเป็นหุ้นสามัญ" (Conversion to Equity) เพื่อช่วยพยุงฐานะทางการเงินของธนาคารได้ทันที
ทำไมต้องออก Basel III Bond?
การออกหุ้นกู้ประเภทนี้ให้ประโยชน์กับทั้งตัวธนาคารและระบบการเงิน ดังนี้
-
สำหรับธนาคาร: ช่วยให้ธนาคารสามารถระดมเงินกองทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าการออกหุ้นสามัญ (ไม่ต้องเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นเดิมเสมอไป) และช่วยรักษาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR Ratio) ให้เป็นไปตามกฎหมาย
-
สำหรับระบบการเงิน: สร้างเกราะป้องกันให้กับระบบเศรษฐกิจ เพราะหากธนาคารเกิดปัญหา ผู้ถือหุ้นกู้ Basel III จะเป็นผู้ร่วมรับภาระขาดทุนก่อนที่จะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนมาโอบอุ้มธนาคาร
-
สำหรับนักลงทุน: ให้ผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ที่ สูงกว่า หุ้นกู้ทั่วไปในระดับ Credit Rating เดียวกัน เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่อาจถูกปลดหนี้หรือแปลงเป็นหุ้น

ใช้เป็นเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ได้อย่างไร?
ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) Basel III Bond จะถูกนับเป็น "เงินกองทุน" (Regulatory Capital) โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามระดับความเข้มข้น ดังนี้
-
ตราสารเงินกองทุนชั้นที่ 1 ส่วนเพิ่ม (Additional Tier 1 หรือ AT1): เป็นหุ้นกู้ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุดและใกล้เคียงกับส่วนของผู้ถือหุ้นมากที่สุด โดยมีลักษณะสำคัญคือไม่มีกำหนดวันไถ่ถอน (Perpetual) ธนาคารมีสิทธิที่จะงดจ่ายดอกเบี้ยได้หากปีนั้นไม่มีกำไร และถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผลขาดทุนในขณะที่ธนาคารยังดำเนินกิจการอยู่ (Going Concern Loss Absorbency) เพื่อช่วยประคับประคองฐานะการเงินของธนาคารไม่ให้ทรุดตัวลง
-
ตราสารเงินกองทุนชั้นที่ 2 (Tier 2): เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีความเข้มข้นรองลงมา โดยมีกำหนดวันไถ่ถอนที่แน่นอน (ส่วนใหญ่จะมีอายุ 10 ปี) และธนาคารมักจะระบุสิทธิในการเรียกคืนก่อนกำหนด (Call Option) ได้หลังจากถือครองไปแล้ว 5 ปี ตราสารประเภทนี้จะทำหน้าที่รองรับผลขาดทุนเมื่อธนาคารมีสถานะไปต่อไม่ได้ (Gone Concern Loss Absorbency) หรือในกรณีที่ทางการตัดสินใจเข้าช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ธนาคารต้องปิดกิจการ
ใครเป็นผู้ออก Basel III Bond?
ผู้ออกหลักคือ ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Banks) ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อบริหารจัดการระดับเงินกองทุนให้แข็งแกร่งตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด
สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ซื้อนั้น เนื่องจากเป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป ส่วนใหญ่จึงเสนอขายให้แก่
-
นักลงทุนสถาบัน: เช่น กองทุนรวม, ประกันภัย, กองทุนบำเหน็จบำนาญ
-
นักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth): ที่เข้าใจความเสี่ยงของการถูก Write-down หรือการแปลงสภาพ
Basel III Bond เปรียบเสมือน "ถุงลมนิรภัย" ของธนาคารพาณิชย์ ที่ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับเงินกองทุน โดยนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นการแลกเปลี่ยนกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในยามวิกฤต

