ลำดับชั้นการชำระหนี้คืน สิ่งที่นักลงทุนในตราสารหนี้ควรรู้
ในการลงทุนตราสารหนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ “อัตราดอกเบี้ย” ที่จะได้รับและ “อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)” เพื่อประเมินความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ แต่มีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ “ลำดับชั้นการชำระหนี้” ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่สุดเมื่อบริษัทผู้ออกหุ้นกู้เกิดปัญหาทางการเงิน หรือร้ายแรงถึงขั้น “เจ๊ง” จนต้องเลิกกิจการ
ทำไมลำดับการชำระหนี้ถึงสำคัญ?
เมื่อบริษัทเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ทรัพย์สินที่มีอยู่จะถูกนำมาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาคืนให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากทรัพย์สินมักมีไม่เพียงพอที่จะจ่ายคืนทุกคนได้ครบจำนวน กฎหมายจึงมีการกำหนด “ลำดับก่อนหลัง” ใครจะได้เงินคืนก่อน และใครต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนเลย
หากเปรียบเทียบจากสิทธิสูงสุดไปจนถึงลำดับสุดท้าย เราสามารถแบ่งกลุ่มผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนได้ดังนี้
ลำดับที่ 1: ผู้ถือหุ้นกู้มีหลักประกัน
กลุ่มนี้มีความปลอดภัยสูงสุด เพราะผู้ออกหุ้นกู้ได้นำสินทรัพย์มาวางเป็นหลักประกัน เช่น ที่ดิน อาคาร หรือหุ้นของบริษัทในเครือ หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้กลุ่มนี้มีสิทธิเรียกร้องเหนือสินทรัพย์นั้นก่อนเจ้าหนี้รายอื่น
ลำดับที่ 2: ผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิ
เป็นหุ้นกู้ส่วนใหญ่ที่ขายในตลาด นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ทั่วไป แม้ไม่มีหลักประกันเฉพาะเจาะจง แต่ก็มีสิทธิได้รับเงินคืนถัดจากเจ้าหนี้มีประกัน และมีสิทธิเหนือกว่าหุ้นกู้ประเภทด้อยสิทธิ
ลำดับที่ 3: ผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีประกันและด้อยสิทธิ
ชื่อก็บอกชัดเจนว่า “ด้อยสิทธิ” นั่นคือหากเกิดการล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะต้องรอให้เจ้าหนี้สามัญได้รับเงินคืนจนครบก่อน ตนเองถึงจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) สิทธิการรับเงินคืนจะยิ่งอยู่ลำดับท้ายๆ เกือบเท่าผู้ถือหุ้น
ลำดับที่ 4: ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
กลุ่มนี้มีสถานะเป็น “เจ้าของ” ไม่ใช่เจ้าหนี้ แต่มีความพิเศษตรงที่หากมีการเลิกกิจการ จะได้สิทธิรับคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้ “เจ้าหนี้ทุกประเภท” ได้เงินครบเสียก่อน
ลำดับที่ 5: ผู้ถือหุ้นสามัญ
ลำดับสุดท้ายในห่วงโซ่ คือผู้ถือหุ้นสามัญหรือเจ้าของกิจการนั่นเอง หากบริษัทเจ๊ง ทรัพย์สินที่ขายได้จะถูกนำไปจ่ายหนี้จนหมดก่อน หากเหลือเท่าไหร่ (ซึ่งมักจะไม่เหลือ) ถึงจะเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น
ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน
-
อ่าน Factsheet ให้ละเอียด: ก่อนซื้อหุ้นกู้ อย่าดูแค่ชื่อบริษัท ให้สังเกตคำว่า “ด้อยสิทธิ” หรือ “ไม่มีประกัน” หรือไม่ เพราะนั่นคือตัวบ่งบอกความเสี่ยงในวันที่บริษัทมีปัญหา
-
ประเมินผลตอบแทนให้คุ้มค่า: หุ้นกู้ที่ด้อยสิทธิกว่า ควรให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ปกติเพื่อชดเชยความเสี่ยง หากดอกเบี้ยต่างกันเพียงเล็กน้อย การเลือกหุ้นกู้ที่มีสิทธิสูงกว่าย่อมปลอดภัยกว่า
-
เผื่อใจเรื่องเวลา: แม้จะเป็นเจ้าหนี้ลำดับต้นๆ แต่ขั้นตอนทางกฎหมายและการขายทรัพย์สินในกรณี Default อาจใช้เวลานานหลายปี
โดยสรุปแล้วการลงทุนมีความเสี่ยง แต่การเข้าใจ “ลำดับชั้นการชำระหนี้” จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เงินลงทุนของคุณอยู่ที่จุดไหนของแถว การยึดหลัก "High Risk, High Return" เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องแน่ใจว่าคุณรู้ว่าความเสี่ยงนั้นคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่จะได้รับจริงๆ หรือไม่

