เจาะลึก “ภาษี” กับ “ตราสารหนี้” ที่นักลงทุนต้องรู้!!

การลงทุนใน "ตราสารหนี้" หรือ "หุ้นกู้" เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ แต่รู้หรือไม่? ผลตอบแทนที่เราได้อาจไม่ได้เข้ากระเป๋าเต็มจำนวน เพราะมี "ภาษี" ที่จะต้องนำเข้ามาคำนวณด้วย วันนี้ Wealthy Thai จึงจะพาแฟนเพจมาทำความเข้าใจการลงทุนในตราสารหนี้ว่ามีภาระภาษีอะไรที่ต้องวางแผนบ้าง


รายได้จากตราสารหนี้แบ่งได้ 3 ประเภท

โดยทั่วไปรายได้จากการลงทุนในตราสารหนี้จะถูกแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีคิดภาษีที่ต่างกัน


1.เงินได้จากดอกเบี้ย (
Interest Income) : ผลตอบแทนสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี เป็นต้น


2.เงินได้จากส่วนลดหรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่าย (Discount) : ส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อกับราคาหน้าตั๋วที่จะได้รับเมื่อไถ่ถอน


3.เงินได้จากกำไรการขาย (Capital Gain) : ผลกำไรเมื่อขายตราสารหนี้ในตลาดรองได้ราคาสูงกว่าที่ซื้อมา


นักลงทุนทั่วไปเสียภาษีอะไรบ้าง
?

สำหรับนักลงทุนทั่วไป (Resident) ภาระภาษีส่วนใหญ่จะถูกจัดเก็บในรูปแบบ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ดังนี้

  • ดอกเบี้ย กับ ส่วนลด จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา15%

  • กำไรจากการขาย (Capital Gain) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา15% เช่นกัน


นักลงทุนบุคคลธรรมดามีสิทธิ์เลือก Final Tax คือยอมให้หัก 15% แล้วจบไปเลย ไม่ต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปี ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีฐานภาษีสูงกว่า 15% ขึ้นไป เพราะช่วยประหยัดภาษีได้จำนวนมาก


ภาษีทางอ้อมที่มักถูกลืม

นอกจากภาษีเงินได้แล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ยังมีภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

อากรแสตมป์ : สำหรับการโอนพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ต้องเสียอากรในอัตรา 1 บาท ต่อทุกๆ 1,000 บาท (เศษของพันคิดเป็นพัน) โดยเพดานสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อตราสาร


ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) : สำหรับสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่ทำธุรกิจเยี่ยงธนาคารจะมีภาระภาษีในอัตรา 3.3% ของรายรับก่อนหักรายจ่าย (ดอกเบี้ยและส่วนลด)


ทางเลือกใหม่ : กองทุนรวมตราสารหนี้

นักลงทุนที่ไม่อยากคำนวณภาษีจากตราสารหนี้หลายอัน การลงทุนผ่านผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

  • เงินปันผลจากกองทุนจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แต่สามารถเลือก Final Tax ได้

  • กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน จะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา


นอกจากนี้ การลงทุนผ่านกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง RMF หรือ Thai ESG ยังช่วยให้นักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ 2 ต่อ คือ ยกเว้นภาษีกำไร และ นำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดอีกด้วย


สรุป

การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ใช่แค่การดูที่ "ดอกเบี้ย" เท่านั้น แต่ต้องดู "ผลตอบแทนหลังหักภาษี" ด้วย การทำความเข้าใจเรื่อง Final Tax และการเลือกช่องทางลงทุนที่เหมาะสม จะช่วยให้เงินทำงานได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และสร้างความมั่งคั่งให้คุณอย่างยั่งยืน


Most Viewed
Stock of the Day
วันของปู่! SET ปิดพุ่งกระฉูด 35 จุด รับแรงซื้อคืนหุ้นใหญ่หนุนดัชนี DELTA-GULF-TRUE ยังเป็นเดอะแบก
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“BLUEBELL” ชี้ครึ่งปีหลังผลตอบแทนสินทรัพย์ “ต่างกันสุดขั้ว”... แนะ “เลือกถูกกลุ่ม” มากกว่าเลือกถูกตลาด เน้นธีมเติบโตชัดเจน ควบคู่ “หุ้นกู้” คุณภาพดี !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us