Official Update :

Credit Spread คืออะไร สำคัญยังไง? ส่องส่วนต่างความเสี่ยง ก่อนช้อปหุ้นกู้

ช่วงที่กระแสการลงทุนในหุ้นกู้ร้อนแรงแบบนี้ หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วสูง ๆ เอาไว้ก่อน แต่รู้ไหมว่าเบื้องหลังตัวเลขผลตอบแทนที่จูงใจ มักพ่วงมาด้วยความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ และเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ประเมินได้ว่า ผลตอบแทนที่เห็นนั้นคุ้มค่าความเสี่ยงไหม ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Credit Spread” (ส่วนชดเชยความเสี่ยง) ที่ผู้ลงทุนหุ้นกู้ทุกคนไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด


Credit Spread คืออะไร? ทำไมต้องเทียบกับรัฐบาล

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ Credit Spread คือ ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทน (Yield) ระหว่างหุ้นกู้ภาคเอกชน กับ พันธบัตรรัฐบาล ที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากจนแทบจะเป็นศูนย์ (Risk-free Rate) เพราะโอกาสที่รัฐบาลจะเบี้ยวหนี้นั้นน้อยมาก ในขณะที่หุ้นกู้เอกชนย่อมมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ที่สูงกว่า ดังนั้น หากบริษัทเอกชนต้องการให้นักลงทุนยอมควักเงินมาให้กู้ยืม บริษัทเหล่านั้นจึงต้องเสนอผลตอบแทนที่บวกเพิ่มเข้าไปเพื่อดึงดูดใจ


สูตรคิดง่าย ๆ อัตราผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชน = อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล + Credit Spread


ตัวอย่างเช่น หากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.50% ต่อปี แต่หุ้นกู้ของบริษัท A อายุ 5 ปีเท่ากัน ให้ผลตอบแทน 4.50% ต่อปี นั่นหมายความว่า ค่า Credit Spread ของหุ้นกู้บริษัท A จะเท่ากับ 2.00% (หรือเรียกว่า 200 bps ในภาษาการเงิน)


ตัวเลข 2.00% นี้แหละ คือ ส่วนชดเชยความเสี่ยง ที่ผู้ลงทุนจะได้เพิ่มจากการยอมย้ายเงินจากความปลอดภัยของรัฐบาลมาเสี่ยงกับบริษัทเอกชน


3 ปัจจัยหลักที่กำหนดความ กว้าง-แคบ ของ Credit Spread

ค่า Credit Spread ของหุ้นกู้แต่ละตัวจะสูงหรือต่ำ กว้างหรือแคบ มักถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญหลัก ๆ ดังนี้


1.อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

ยิ่งบริษัทมีอันดับเครดิตต่ำ (ความเสี่ยงสูง) ค่า Credit Spread ก็จะยิ่งกว้างหรือสูงขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้อันดับ AAA ซึ่งมั่นคงมาก อาจมี Credit Spread บวกเพิ่มจากพันธบัตรรัฐบาลเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นหุ้นกู้กลุ่มที่ต่ำกว่าระดับลงทุนได้ (Non-Investment Grade หรือ Junk Bond) ค่า Credit Spread จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจไม่ได้เงินต้นคืน


2.อายุคงเหลือของหุ้นกู้ (Time to Maturity)

ระยะเวลาก็คือความเสี่ยง ยิ่งหุ้นกู้มีอายุยาวนานเท่าไหร่ ความผันผวนและขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคตก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ดังนั้น หุ้นกู้อายุ 10 ปี มักจะมีค่า Credit Spread ที่กว้างกว่าหุ้นกู้อายุ 2 ปี ของบริษัทเดียวกัน


3.สภาพคล่องและภาวะเศรษฐกิจ

ในยามที่เศรษฐกิจดี ธุรกิจเติบโต ค่า Credit Spread มักจะแคบลงเพราะนักลงทุนมั่นใจว่าเอกชนจะจ่ายหนี้ได้ แต่ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจเผชิญภาวะวิกฤต นักลงทุนจะเริ่มกลัวความเสี่ยงและหันไปซบสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้เกิดการเทขายหุ้นกู้เอกชน ส่งผลให้ Yield ของหุ้นกู้พุ่งสูงขึ้น และดันให้ Credit Spread กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับนักลงทุน
?

การดูแค่ดอกเบี้ยหน้าตั๋วอย่างเดียว อาจทำให้หลงกลติดกับดักความเสี่ยงได้ การประเมิน Credit Spread จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมที่แท้จริงใน 2 มิติหลัก

  • ช่วยประเมินความคุ้มค่า: ถ้าหุ้นกู้สองบริษัทมีอันดับเครดิตเท่ากัน อายุเท่ากัน แต่บริษัทหนึ่งให้ Credit Spread ที่กว้างกว่า ย่อมหมายความว่าเราได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าภายใต้ความเสี่ยงระดับเดียวกัน

  • เป็นสัญญาณเตือนภัย: หากอยู่ดี ๆ ค่า Credit Spread ของหุ้นกู้ที่เราถืออยู่ปรับตัวกว้างขึ้นผิดปกติในตลาดรอง ทั้งที่ดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้เปลี่ยน นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังมองเห็นปัญหาสภาพคล่องหรือความเสี่ยงบางอย่างในบริษัทนั้น


ในปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มุ่งพัฒนาตลาดทุนไทยสู่ระบบดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยมีการนำแอปพลิเคชันอย่าง “SEC Bond Check” เข้ามาเป็นเครื่องมือในการช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถค้นหา เปรียบเทียบข้อมูลตราสารหนี้ และเช็กระดับความเสี่ยงรวมถึงผลตอบแทนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ผ่านสมาร์ตโฟน


การเข้าใจเรื่อง Credit Spread และใช้เครื่องมือตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยให้ผู้ลงทุนรู้ว่า ผลตอบแทนที่เห็นในใบชี้ชวนนั้น คุ้มที่จะเสี่ยงแล้วหรือยัง


Most Viewed
Stock of the Day
จับตา El Niño เสี่ยงดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ผลผลิตเกษตรลด-ราคาอาหารพุ่ง เปิดโผธุรกิจไหน ได้/เสีย ประโยชน์
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“ALLY” พร้อม Transform สู่ “Urban Experience Platform” ภายใต้แนวคิด “Where Life Feels Right”… ส่วน “ALLY REIT” เตรียมเพิ่มทุนครั้งที่2 ลุย 3 โครงการใหม่ มูลค่า 1.51 พันลบ. !!!
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
“ทิสโก้” แนะกลยุทธ์ลงทุน ก.ค.69 คาด SET ครึ่งปีหลังขึ้นแบบมีคุณภาพ คงเป้าดัชนี 1,600 จุด แม้ DELTA อาจเป็นตัวถ่วง
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
บางจากฯ คว้า 6 รางวัลความเป็นเลิศระดับเอเชีย ในงาน The 16th Asian Excellence Award
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us