Official Update :

หลักทรัพย์บัวหลวง มองหุ้น Q4/69 ผันผวน ชูกลยุทธ์ Barbell คัดหุ้นเด่นเก็บเข้าพอร์ต

หลักทรัพย์บัวหลวง ชี้หุ้นไทย 9 เดือนแรกพุ่ง 23% รับอานิสงส์วัฏจักรเทคโนโลยี–การลงทุนในประเทศหนุน มองแนวโน้ม Q4/69 ตลาดผันผวน แนะนำกลยุทธ์ “Barbell Strategy” กระจายความเสี่ยงสู่หุ้นกลุ่มพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน หุ้นปันผลเด่น  พร้อมจัดพอร์ต 3 ส่วนสู้ความผันผวน เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน


นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วง 9 เดือนแรกว่า  ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดดเด่น 23% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจาก 2 ส่วน ได้แก่ วัฏจักรเทคโนโลยีโลก ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% จากต้นปี พร้อมทั้งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ระบบนิเวศ Data Center และ 2.วัฏจักรการลงทุนภายในประเทศ  แรงหนุนจากความคืบหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ การพัฒนาสายส่งไฟฟ้า และการขยายตัวของการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง


ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตทั่วโลกที่กลับมาขยายตัว ช่วยสนับสนุนหุ้นกลุ่ม Global Play ทั้งพลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนกำไรรวมประมาณ 1 ใน 3 ของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ปีนี้เป็นปีแรกในรอบหลายปีที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนขึ้นจากต้นปี 17% โดยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ระดับ 113 บาท เติบโตถึง 30% จากปีก่อน


ส่วนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในช่วง 9 เดือนแรกกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่ขายสุทธิราว 110,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นแรงเทขายในเดือนกันยายน ท่ามกลางความกังวลสงครามที่ยืดเยื้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ยังทรงตัวในระดับสูงกดดันสินทรัพย์เสี่ยง


ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่งหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS Wealth Research) ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีลักษณะฟื้นตัวไม่ทั่วถึง (K-Shape) โดยกลุ่มส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังเติบโตได้ดี ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงประมาณ 86% ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อลิตร และผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้กลุ่มการบริโภคในประเทศยังอ่อนแอ และภาคท่องเที่ยวในช่วง 9 เดือนแรก จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงลดลงประมาณ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ได้แรงหนุนจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นประมาณ 4% ทำให้รายรับจากภาคท่องเที่ยวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมประเมินผลกระทบอยู่ในวงจำกัด คาดกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% และกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ถึง 2% ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบบางส่วนแต่ไม่ได้มากนัก ได้แก่ ค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์และไฟแนนซ์จากความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรอง


ทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันและ Bond Yield ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและค่าครองชีพในประเทศจากภาพเศรษฐกิจ K-Shape แต่มองการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า และ Data Center ทำให้ไตรมาส 4 นี้จนถึงปี 2570 ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงวัฏจักรการลงทุน เป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระยะถัดไป จึงมองกลุ่มไฟฟ้ายังดี  ส่วนภาคการบริโภค กลุ่มที่ถูกกระทบเป็นธุรกิจเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก ส่วนกลุ่มที่เชื่อมโยงกำลังซื้อกลางบนอาจได้รับผลกระทบจำกัดกว่า ส่วนภาคท่องเที่ยวอาจยังต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวระยะไกล (long haul) ทั้งยุโรป รวมถึงการกลับมาของตะวันออกกลาง ที่มีกำลังซื้อสูงมีการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงกว่า มากกว่าพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ขณะที่งบลงทุนของภาครัฐฯ ในปีหน้าก็น้อยกว่าราว 8% ยังคงจำกัดทำให้แรงขับเคลื่อนสำคัญจะอยู่ที่การลงทุนภาคเอกชนมากกว่า


ปีนี้สงครามยืดเยื้อมากกว่าคาด อาจทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้น มองกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น ดัชนีมีโอกาสปรับฐานลงไปที่ระดับ 1,500 จุด แต่หากไม่ได้รุนแรงไปมากกว่านี้ ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,600–1,650 จุดในสิ้นปี โดยมองกำไรบริษัทจดทะเบียนเป็นปัจจัยช่วยพยุงตลาดและจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง


นอกจากนี้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอในะระยะสั้นคาดว่าเกิดจากนักลงทุนเริ่มกลัวเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าตลาดคาดไว้ จากสงครามที่ยังเป็นตัวแปร ส่วนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จากสถิติ 1 เดือนก่อนเลือกตั้งตลาดหุ้นมักจะดีและหลังจากเลือกตั้งก็ยังดี แต่ปีนี้มีสงครามจึงยังคงต้องจับตาหลังเลือกตั้งทรัมป์จะเดินหน้าต่ออย่างไร นักลงทุนจึง wait and see ว่าสงครามจะเป็นอย่างไร แต่หากสงครามไม่ได้รุนแรงขึ้นไปกว่านี้เชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะดึงฟันด์โฟลว์กลับมาได้


ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่งหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS Wealth Research) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy โดยกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากสงครามและราคาพลังงาน กับหุ้นที่มีโอกาสเติบโตจากเมกะเทรนด์และวัฏจักรการลงทุนระยะยาว ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานในระดับสูง ได้แก่ PTT ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน-ปิโตรฯ พร้อมทั้งมีจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลสูง


กลุ่มเติบโตระยะยาวและโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ GULF และ BGRIM ซึ่งได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังแนะนำ CRC และ COM7 ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าระดับปานกลางถึงบนเป็นฐานสำคัญ และมีการบริหารค่าใช้จ่ายที่ดี มีอำนาจในการส่งผ่านต้นทุน รวมถึง CENTEL ได้รับประโยชน์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งมีระยะวลาพำนักเฉลี่ยนาน 14 วันและมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวระยะสั้นประมาณ 60% และคาดเป็นผู้นำการเติบโตของกำไรกลุ่มโรงแรมในปีหน้า


กลุ่มหุ้นปันผลในกลุ่มธนาคาร แนะนำ KTB คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรองจะเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และมีฐานผู้ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ ทั้งแอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน ขณะที่ KBANK มีแนวโน้มรายได้จากค่าธรรมเนียมหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เติบโตโดดเด่นและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และมีโอกาสเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล


นอกจากนี้แนะนำ CPN มีรายได้ค่าเช่ามั่นคงและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.5–4.6% และ BDMS มองว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดหนุนแล้วและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 4%


ส่วนกลุ่มหุ้นที่เลี่ยงลงทุน ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริหารหนี้เสีย เช่น JMT และ BAM ในระยะสั้น เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคระดับฐานรากยังเปราะบาง ขณะที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้และการติดตามเรียกเก็บหนี้


สำหรับมุมมองการลงทุนในปี 2570 คาดว่าเม็ดเงินลงทุน FDI ที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI  ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และการลงทุน Data Center ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสการเติบโตให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระยะยาว ยังมองเป้าหมายดัชนีปีหน้าอยู่ที่ 1710   


สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน ด้านนายพิริยพล คงวาณิช แนะนำจัดสรรเงินลงทุนเป็น 3 ส่วน เพื่อกระจายความเสี่ยง ได้แก่ 1. Core Portfolio สัดส่วน 60–70% แนะนำลงทุนกลยุทธ์ Auto Top Funds Portfolio กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ พร้อมปรับสัดส่วนการลงทุนโดยอัตโนมัติตามสภาวะตลาด โดยมีข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังประมาณ 7–8% ต่อปี


2.Satellite Portfolio / Enhance Return สัดส่วน 20–30% เน้นเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนสามารถลงทุนผ่านกลยุทธ์ DR Stock Focus ซึ่งจัดพอร์ตลงทุนใน DR ที่อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยีและเมกะเทรนด์ระดับโลก พร้อมปรับพอร์ตอัตโนมัติ โดยผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) ผลตอบแทนประมาณ 25–30% ต่อปี


3.Cash Flow / Yield Asset 10-20% เน้นสร้างกระแสเงินสดจากหุ้นปันผลของไทย หรืออาจพิจารณาลงทุนในตราสาร Fixed Coupon Note (FCN) เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในรูปกระแสเงินสดประมาณ 8–10% ต่อปี

Most Viewed
News Highlight
ผลประกอบการเอสซีจี 9 เดือน ปี 2569 Adjusted Cash EBITDA โต 19% ผนึก SCGC และ GC ดันธุรกิจพอลิโอเลฟินส์ขึ้นแท่น TOP 10 ของโลก
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
SELIC โชว์ธรรมาภิบาลแกร่ง รับ CGR 5 ดาว ระดับ “ดีเลิศ” ติดกลุ่ม Top Quartile เป็นปีที่ 4
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
“BBLAM”...เปิดตัว 2 กองทุน "B-GDI” & “B-GAR" ตอบโจทย์นักลงทุน – ฝ่าวิกฤตความผันผวน
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
PTTGC ผนึก SCGC รวมธุรกิจโอเลฟินส์ไทย ดันกำลังผลิต 7.1 ล้านตันต่อปี มุ่งติด TOP 10 โลก สร้าง Synergy 150-200 ล้านดอลลาร์ต่อปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“Structure Note” มีกี่ประเภท? รู้จักหุ้นกู้มีอนุพันธ์แฝง ออกแบบการลงทุนได้ตามใจ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us