เตรียมรับมืออย่างไร...หากที่ทำงานเปลี่ยนไปเป็น “องค์กรผู้สูงอายุ” ?
“สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ได้คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์’ ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความท้าทายในการจัดการทั้งในเรื่องสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ หากพิจารณาในระดับประเทศ หลายคนอาจจะฟังดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไกลตัว
“แต่หากเรามาลองพิจารณาสถานการณ์และตรรกะเดียวกัน โดยตีกรอบแคบลงมาเป็นสถานการณ์ของที่ทำงานของเราจะช่วยให้เห็นอีกมุมมองและเห็นผลกระทบของประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น สภาวะที่มีพนักงานที่เกษียณอายุไม่ได้ตามแผน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลความต้องการทางธุรกิจที่เริ่มมีการพูดถึงการขยายอายุเกษียณออกไป หรือเกิดจากความไม่พร้อมที่จะเกษียณของตัวพนักงานเอง ก็จะนำไปสู่การเป็น ‘องค์กรผู้สูงอายุ’ ได้เช่นเดียวกัน เรื่องดังกล่าวจะมีทั้งประโยชน์และข้อควรระวังเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมากับทั้งตัวคนทำงาน และองค์กร”
“การจ้างงานผู้สูงอายุ” มีประโยชน์ต่อองค์กรหลายด้าน อย่างเช่น การได้ใช้ประโยชน์จากทักษะความเชี่ยวชาญ วิสัยทัศน์ ความรู้ ความเข้าใจรวมถึงประสบการณ์ต่างๆ มากมายทั้งในเรื่องงานและเรื่องชีวิตที่สั่งสมมา เครือข่ายที่แน่นแฟ้นและเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจที่เกิดจากการสะสมกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงการมีความจงรักภักดีต่อองค์กรค่อนข้างสูง ด้วยการใช้ชีวิตที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้จึงจะ ‘เข้าใจจุดแข็ง’ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรได้รวมถึงเข้าใจและสามารถสื่อสารความต้องการของตนเองที่ชัดเจนได้ทำให้องค์กรสามารถวางแนวปฏิบัติในการตั้งเป้าหมายและทำงานร่วมกันได้ง่าย
“ในแง่ผลกระทบที่ควรพิจารณาสำหรับ ‘ตัวบุคคล’ และสำหรับหน้าที่การงานบางอย่าง นอกจากต้องอาศัยพลังสมองแล้ว ยังต้องใช้พลังกายพอสมควรคนทำงานที่อายุมากขึ้นอาจจะมีข้อจำกัดทางกายภาพ ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานลดลง และอาจทำให้สุขภาพร่างกายทรุด เกิดปัญหาสุขภาพตามมา และในกรณีที่ครอบครัว หรือคนรอบข้างของคนทำงานคนนั้น (ซึ่งอาจจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน) เกิดมีอาการเจ็บป่วย ต้องการคนดูแล แต่ไม่สามารถจัดเวลาไปดูแลได้ ก็จะสร้างความไม่สบายใจแก่ตัวพนักงาน ซึ่งอาจผลกระทบต่อคุณภาพของงานในบางกรณีได้”
สำหรับผลกระทบของ “บริษัท” ข้อดีคืออัตราการย้ายงานไม่สูงเมื่อเทียบกับพนักงานรุ่นใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานรุ่นเก่าไม่นิยมที่จะลาออกไปไหนเท่าใดนัก ก็จะส่งผลให้ไม่มี "ที่ว่าง" พอที่จะให้พนักงานรุ่นใหม่ๆ เติบโตขึ้นไปได้เช่นเดียวกัน
ผลการศึกษาที่แถลงในงาน Employee Benefit Research Institute Forum ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ถ้าหากบริษัทมีพนักงานประมาณ 4% ถึงกำหนดเกษียณอายุ และครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้ตัดสินใจยืดระยะเวลาการเกษียณออกไป จะส่งผลให้พนักงานจำนวนประมาณ 10% ขององค์กร ประสบปัญหาการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หากบริษัทมีพนักงานประมาณ 1,000 คน เรากำลังพูดถึงคนทำงานจำนวนประมาณ 100 คน ที่ต้องยืดเวลาการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งออกไป

“แน่นอนว่าจะส่งผลต่อขวัญ กำลังใจ สำหรับกลุ่มคนที่ความสามารถและมีศักยภาพสูง แต่ไม่มีตำแหน่งให้เติบโตภายในองค์กรได้ ซึ่งในที่สุดแล้ว บริษัทก็อาจจะสูญเสียคนเก่งๆ ออกไปอย่างน่าเสียดาย ยังไม่รวมกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น ส่งผลต่อการวางแผนการเติบโตในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ลดลงไปด้วย”
ธุรกิจจึงจำเป็นจะต้องประเมินทั้ง ‘ผลประโยชน์’ ที่จะได้รับ และ ‘ผลกระทบ’ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อกำหนดวางแนวทางการดำเนินการในการจัดการและรับมือกับพนักงานกลุ่มต่างๆ อย่างให้เกียรติและเหมาะสมกับองค์กรและบุคคลอย่างดีที่สุด
การที่พนักงานยังคงอยู่ร่วมงานกับองค์กรในระยะยาวเพื่อตอบความต้องการทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างยิ่ง แต่หากเป็นการทนอยู่แบบไม่มีเป้าหมายในการส่งมอบงานที่มีคุณภาพดีเพราะยังต้องการทำงานต่อเนื่องจากมีการเตรียมเงินไว้ไม่พอใช้สำหรับช่วงวัยเกษียณ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่
“การเติมความรู้ด้านการวางแผนการเงิน การจัดการการเงินส่วนบุคคล เพื่อให้พนักงานมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถจัดการและดูแลการเงินของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น จะมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกัน และบรรเทาความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว โดยที่ความรู้เหล่านั้นประกอบไปด้วย ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการต่างๆ การจัดทำงบประมาณการใช้จ่าย การวางแผนจัดการหนี้สิน การออมและการลงทุน”
หากองค์กรได้มีการจัดเตรียมสวัสดิการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้พนักงานมีเงินออมสำหรับการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการผลประโยชน์ระยะยาวต่างๆ องค์กรจำเป็นจะต้องมีการให้ความรู้ทั้งในด้านรายละเอียด เงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ประโยชน์เพื่อการวางแผนภาษี วางแผนเพื่อการเกษียณเพื่อให้พนักงานสามารถพิจารณาสวัสดิการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ได้เห็นความสำคัญและกระตือรือร้นในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก และได้ใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจว่าจะนำหรือไม่นำเอาเงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาใช้ก่อนเกษียณ การเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวที่เต็มที่ รวมถึงสวัสดิการที่ช่วยในการจัดการความเสี่ยง เช่น ประกันกลุ่มในรูปแบบต่างๆ เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ หรือวงเงินค่ารักษาพยาบาล ที่จะมีส่วนช่วยให้พนักงานมีความพร้อมสำหรับการเกษียณ วางแผนได้อย่างตรงความต้องการของตนเอง
“ความรู้พื้นฐานที่สำคัญอีกเรื่องคือ ‘การวางแผนจัดทำงบประมาณการใช้จ่าย’ เพื่อให้สามารถคาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของตัวเองได้ล่วงหน้า นำมาซึ่งการวางแผนการใช้จ่ายในปัจจุบัน สามารถบริหารสภาพคล่อง และจัดสรรเงินบางส่วนเพื่อการออมและการลงทุนเพิ่มเติมได้”
ความรู้เกี่ยวกับ ‘การวางแผนจัดการหนี้สิน’ สามารถจัดการหนี้สินของตนเองเป็น แยกแยะประเภทของหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สร้างรายจ่าย กับหนี้สินที่จะช่วยสร้างกระแสเงินสด หรือเป็นหนี้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตช่วยให้ไม่ก่อภาระหนี้สินที่เกินตัวจนก่อให้เกิดปัญหาตามมา สามารถวางแผนชำระหนี้สินต่างๆ ให้หมดก่อนที่จะเกษียณ เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อให้แก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืนไม่กลับมาเป็นหนี้อีก
“ความรู้เรื่อง ‘การออมและการลงทุน’ โดยเฉพาะพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่ช่วยให้เงินออม สามารถเติบโตสร้างผลตอบแทนได้อย่างดี เมื่อเวลาผ่านไป รวมถึงเครื่องมือและผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ตามแต่ละเป้าหมายการลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการออมและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสในการมีเงินสำหรับใช้จ่ายอย่างเพียงพอเมื่อเกษียณ”
คนทำงานแต่ละคนสามารถตรวจสอบตนเอง และหาความรู้ในด้านที่จำเป็นเพิ่มเติม และในแง่ของบริษัท ก็สามารถพิจารณาวางแผนฝึกอบรม จัดสรรทรัพยากรต่างๆ ช่วยให้พนักงานเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง และให้คำแนะนำตามความเหมาะสม
“เพราะการเตรียมพร้อม วางแนวทางเตรียมการป้องกันปัญหา ง่ายกว่าการหาทางจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วเสมอ”
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th
