ใน “วันที่จิตใจแย่”...จะ ‘แก้ปัญหาหนี้’ ได้อย่างไร ?
คุณฟ้า (นามสมมติ) เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณพ่อเป็นเสาหลักของครอบครัว คุณแม่เป็นแม่บ้าน โดยมีคุณฟ้าเป็นลูกสาวคนเดียว หลังจากคุณฟ้าเรียนจบก็เข้าทำงานเป็นพนักงานเอกชนของบริษัทใหญ่ ที่ผ่านมาคุณฟ้าได้ทำการ ‘วางแผนทางการเงินส่วนบุคคล’ ผ่านการเก็บเงิน กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ มีการป้องกันความเสี่ยงโดยการทำประกันชีวิต และประกันสุขภาพสำหรับตัวเอง เพราะคุณฟ้าไม่ต้องการเป็นภาระให้กับครอบครัว
แต่แล้วก็เกิด ‘เหตุการณ์ไม่คาดฝัน’ ที่คุณพ่อป่วยหนักต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี จนสุดท้ายคุณพ่อก็เสียชีวิต จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคุณฟ้า ถือได้ว่าเป็นอีกมุมหนึ่งของความเสี่ยงทางการเงินที่เกิดจากคนที่เรารัก เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรืออุบัติเหตุเราก็จะต้องดูแลรักษาคนที่เรารักอย่างเต็มที่และดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
คุณฟ้าเป็นผู้ดูแลในเรื่องค่ารักษาพยาบาลของคุณพ่อทั้งหมด มีแหล่งเงินที่มาใช้เป็นค่ารักษา คือ เงินสดและสินทรัพย์ลงทุน 1 ล้านบาท จำนองบ้าน 3.5 ล้านบาท และเงินกู้ยืมจากบริษัท 0.5 ล้านบาท โดยรวมแล้วคุณฟ้ารับภาระค่ารักษาพยาบาลของคุณพ่อทั้งหมดประมาณ 5 ล้านบาท
สภาวะจิตใจของคุณฟ้าในวันที่เข้ามาขอคำปรึกษาทางการเงิน ณ ตอนนั้นยังไม่เข้มแข็งมากพอ หลังจากขาดเสาหลักของครอบครัวไป และคุณฟ้าคิดว่าไม่มีความสามารถพอที่จะจ่ายชำระหนี้จากการจำนองบ้าน และเงินกู้ยืมของบริษัท

สำหรับในมุมของ “นักวางแผนการเงิน” จึงได้เข้าไปช่วยเหลือคุณฟ้าแก้ไขปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้น ในสภาวะจิตใจที่ย่ำแย่ ดังนี้
- สร้างกำลังใจให้คุณฟ้าลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และให้แนวคิดกับคุณฟ้าว่า ทุกปัญหาในชีวิตย่อมมีทางออกเสมอ แม้กระทั่งปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้น เราสามารถใช้องค์ความรู้ทางด้านการเงิน มาทำการวางแผนจัดการตามแนวทางของการวางแผนการเงิน
- จัดทำตรวจสุขภาพทางการเงินของคุณฟ้า (Financial Health Check) โดยเริ่มทำ
บัญชีรับ/จ่าย (รายเดือน)
รายรับสุทธิ = เงินเดือน – ประกันสังคม - PVD - ภาษี 45,000
ค่าใช้จ่ายจำเป็น = ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค (25,000)
ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น = ค่าซื้อของทั่วไป ค่าท่องเที่ยว (5,000)
ให้เงินแม่ (5,000)
ผ่อนชำระเงินกู้จำนองบ้าน (15,000)
ผ่อนชำระเงินกู้ยืมของบริษัท (8,000)
กระแสเงินสดสุทธิต่อเดือน (ติดลบ) (13,000)
งบดุล (สินทรัพย์/หนี้สิน) คุณฟ้าแจ้งว่า ณ ตอนนี้ ‘ไม่มีเงินสดสำรอง’ ไว้เป็นสภาพคล่องและไม่มีทรัพย์สินอื่น แต่คุณฟ้ามีหนี้สินทั้งหมด 4 ล้านบาท จากการจำนองบ้าน 3.5 ล้านบาทและเงินกู้ยืมจากบริษัท 0.5 ล้านบาท
“จากข้อมูลที่ได้ ‘ตรวจสุขภาพทางการเงิน’ ทำให้ทราบว่าคุณฟ้าไม่มีความสามารถชำระหนี้ของครอบครัว เพราะมีปริมาณหนี้ที่จะต้องชำระคืน คิดเป็น 50% ของรายรับสุทธิในแต่ละเดือน ซึ่งถือว่ามีภาระหนี้ที่มากเกินกว่าปกติ ตามหลักการวางแผนการเงินคุณฟ้าควรมีปริมาณหนี้ที่จะต้องชำระคืน คิดเป็น 10 – 15% ของรายรับสุทธิในแต่ละเดือน นอกจากนี้ทางครอบครัวก็ไม่เงินสดสำรองไว้เป็นสภาพคล่องอีกด้วย จึงสรุปได้ว่า มีความเสี่ยงในเรื่องสภาพคล่องและการชำระหนี้คืนเป็นอย่างมาก”
- แนะนำให้ครอบครัวคุณฟ้าเพิ่มรายได้ และลดค่าใช้จ่ายลงมา เพื่อจะได้มีเงินเหลือเพิ่มไว้ชำระหนี้ได้
- สำหรับกรณีศึกษานี้ คุณฟ้าเลือกที่ตัดใจขายบ้านแล้วนำเงินไปชำระหนี้กับธนาคาร ส่วนต่างที่เหลือเก็บไว้เป็นเงินสภาพคล่องของครอบครัว และเปลี่ยนที่พักใหม่ให้เป็นขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม โดยการเช่าที่พักเพื่ออยู่อาศัยกับแม่ 2 คน เป็นระยะเวลา 3 ปี
- ตั้งเป้าหมายชำระหนี้ + ทำการวางแผนการชำระหนี้ที่เหลือ โดยการทยอยชำระหนี้ที่กู้จากบริษัท เป็นระยะเวลา 5 ปี
- ในช่วงที่ทยอยชำระหนี้ แนะนำคุณฟ้า ตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อบ้านหลังใหม่ ภายใน 3 ปี โดยทำการวางแผนเก็บเงินรายเดือน และเงินจากโบนัส เตรียมไว้เป็นเงินดาวน์บ้านหลังใหม่
จากกรณีศึกษานี้ แม้ว่าสภาพ “จิตใจจะย่ำแย่” แต่เราก็ต้องลุกขึ้นมา ‘แก้ปัญหาหนี้’ ให้ได้ โดยการวางเป้าหมายพร้อมทั้งทำแผนการเงิน และเมื่อวันเวลาผ่านไป เราก็จะกลับมามี “สุขภาพจิตใจ” และ “สุขภาพการเงิน” ที่ดีขึ้น
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th
