สร้าง “ความคุ้มครอง” ให้เหมาะกับ ‘ไลฟ์สไตล์ (Life Style) ยุคใหม่’

Wealth EZ: “รูปแบบการใช้ชีวิต” หรือ “ไลฟ์สไตล์” เปลี่ยนตามยุคสมัยตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง ยิ่งในยุคดิจิทัลที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดอย่างรวดเร็ว ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่จึงเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ตัวอย่างรูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่มีความแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจนที่มีผู้รวบรวมไว้ เช่น


อิสระของเวลา: เวลาทำงานที่ตายตัวและทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำไม่ใช่ความต้องการของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป คนรุ่นใหม่ต้องการบริหารจัดการเวลาให้ลงตัวตามแบบที่ต้องการ สามารถเลือกเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนได้


ทำงานที่ไหนก็ได้: การทำงานในสำนักงานถูกแทนที่ด้วยการทำงานทางไกลแบบ Hybrid Workplace การทำงานที่บ้านแบบ Work from home และการใช้บ้านเป็นสำนักงานแบบ Work at home สำหรับอาชีพอิสระ คนทำงานยุคใหม่มีทางเลือกและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการจ้างงานแบบเดิมอีกต่อไป


สุขก่อนมั่นคง: แนวคิดยุคใหม่ในการมองความสุขและความพึงพอใจในการทำงานมากกว่าความมั่นคงที่เป็นเรื่องในระยะยาว รวมทั้งรูปแบบของธุรกิจใหม่ที่สามารถนำความถนัด ความชอบส่วนตัว มาสร้างรายได้ ทำให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสใช้งานอดิเรกในการประกอบอาชีพใหม่ๆ ได้


“ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เน้นความมีอิสระในเรื่องเวลาและการทำงาน ให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต ทำให้ต้องคำนึงเรื่องความเสี่ยงและความไม่มั่นคงของรายได้ไว้ด้วย แต่ไม่ว่ารูปแบบการใช้ชีวิตแบบไหน การวางแผนการเงินก็เป็นเรื่องที่เราควรจะให้ความสำคัญ เพียงแต่รูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างทำให้ต้องวางแผนการเงินแตกต่างกัน”


ในแผนการเงินควร “สร้างความคุ้มครอง” ที่ครอบคลุมความจำเป็นตาม “ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่” โดยมีความเฉพาะตัว (Personalize) ตามรูปแบบชีวิตของเรา มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนในแต่ละช่วงเวลา และแยกการสร้างความคุ้มครองออกจากกันตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่ต้องการความคุ้มครอง ใช้เป็นหลักในการเลือกแบบประกันที่เหมาะสมสำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่





1.ภาระสำคัญต่างๆ
:

การแยกความคุ้มครองภาระสำคัญต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในช่วงเวลาต่างกัน เช่น ภาระหนี้สินระยะยาวของที่อยู่อาศัย ภาระด้านการศึกษาบุตร ทำให้แผนความคุ้มครองของเรามีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับตัวเรา (Personalize) มากกว่าการทำประกันแบบรวมที่ยืดหยุ่นน้อยและมีต้นทุนสูง  ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เหมาะกับความคุ้มครองต่างๆ ได้แก่

  • การสร้างความคุ้มครองที่มีการลดลงของทุนประกันในระยะยาว เช่น คุ้มครองหนี้ที่อยู่อาศัยด้วยแบบประกันคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MRTA) ที่มีการลดทุนประกันตามภาระหนี้สินคงเหลือที่ลดลงตามระยะเวลาของหนี้ แทนการทำประกันชีวิตทั่วไปที่มีทุนประกันคงที่ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเบี้ยประกันภัยลงได้ด้วย ที่สำคัญมีความยืดหยุ่นเมื่อภาระหนี้สินที่จำนองไว้มีการเปลี่ยนแปลงก็สามารถปรับเพิ่มหรือลดทุนประกันได้ง่ายกว่า

  • การสร้างความคุ้มครองที่มีเป้าหมายต้องบรรลุจำนวนเงินเป้าหมาย เช่น เป้าหมายการศึกษาที่ต้องการเงิน 1 ล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า สามารถเลือกสร้างความคุ้มครองและความมั่งคั่งควบคู่กันไป โดยเลือกแบบประกันสะสมทรัพย์ที่รวมการสร้างความคุ้มครองและส่วนของการสร้างความมั่งคั่งในผลิตภัณฑ์เดียวกัน ข้อดีของ แบบประกันสะสมทรัพย์ คือมีผลตอบแทนที่ชัดเจนและใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ภายใต้เงื่อนไขของกรมสรรพากรได้เกือบเต็มจำนวนเบี้ยประกันที่เราจ่ายในแต่ละปี


ปัจจุบันมีทั้งแบบที่ให้ผลตอบแทนคงที่ตลอดสัญญาและแบบที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนตามจริง หรือเลือกแบบประกันที่มีลักษณะควบการลงทุนที่พัฒนาสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น ข้อดีคือสามารถลดทุนประกันลงในปีต่อมาเมื่อเราสะสมความมั่งคั่งได้เพิ่มขึ้น แต่สิทธิลดหย่อนภาษีทำได้เฉพาะส่วนของเบี้ยความคุ้มครองเท่านั้น  แบบประกันสะสมทรัพย์และแบบควบการลงทุนในส่วนของความมั่งคั่งยังสามารถนำมาร่วมในพอร์ตการลงทุนได้ด้วย”



2.ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลยาม
‘เจ็บป่วยปกติ’ และ ‘เจ็บป่วยร้ายแรง’

“อาชีพอิสระ” เปรียบเหมือนนายจ้างของตัวเราเอง สวัสดิการพื้นฐานด้านสุขภาพมีเพียงสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสิทธิประกันสังคมมาตรา 39 หรือ มาตรา 40 ตามคุณสมบัติของเรา หากเจ็บป่วยจะส่งผลกระทบด้านการเงินทั้งรายได้และเงินออมที่หดหายลดน้อยลง จึงควรสร้างความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งการเจ็บป่วยปกติ การเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรง และทุพพลภาพ ที่สำคัญควรมองถึงเงินชดเชยรายได้ในช่วงพักรักษาตัว ซึ่งเราจะไม่สามารถมีรายได้ด้วย


ประกันสุขภาพในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้ครอบคลุมการรักษาพยาบาลยิ่งขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องทำประกันแยกจากกัน ยกเว้นแต่เราต้องการเพิ่มความคุ้มครองอื่น ประกันสุขภาพประเภทเหมาจ่ายส่วนใหญ่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลหลักและมีเบี้ยประกันชีวิตที่ต่ำลง จึงตอบโจทย์ความคุ้มครองได้ดี ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการสร้างความคุ้มครองเกินจำเป็น”



3.ค่าใช้จ่ายเมื่อเราไม่มีรายได้ทั้ง
‘ระยะสั้น’ และ ‘ระยะยาว’

เมื่อการเกษียณไม่ได้จำกัดที่อายุ 60 ปี การสร้างความคุ้มครองและออมเงินที่ผสมผสานแผนการออมลงทุนและแผนความคุ้มครองเข้าด้วยกันช่วยให้สามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ ประกันสะสมทรัพย์ที่ให้ทั้ง ความคุ้มครอง และ การออม ไปในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะแบบประกันที่มีการเพิ่มจำนวนเงินออมแต่มีทุนประกันชีวิตคงที่ รวมทั้งแบบประกันควบการลงทุนที่เน้นการสร้างเงินออม สามารถใช้เป็นทางเลือกในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่เราไม่มีรายได้


เมื่อรูปแบบของชีวิตมีความหลากหลายขึ้นและไม่แน่นอน ความคุ้มครองต่างๆ จึงต้องปรับให้ยืดหยุ่นขึ้นด้วย สิ่งสำคัญในการสร้างความคุ้มครองคือต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการสร้างความคุ้มครองที่ดี การใช้ “แผนการเงินแบบองค์รวม” เฉพาะบุคคล ร่วมกับการ “เลือกแบบประกันที่ตรงวัตถุประสงค์” จะช่วยให้เราสร้างความคุ้มครองได้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของเรา และมีต้นทุนในการสร้างความคุ้มครองที่เหมาะสม


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

นรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ

นักวางแผนการเงิน CFP®

Most Viewed
Fun of Funds
“ASP-AAA-A” กองทุนผสมสายกลาง “ลดความผันผวน”.. เพิ่มโอกาสสร้าง “ผลตอบแทนที่ดี” ในระยะยาว !!!      
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ “ซบ” ตามดัชนี เฉลี่ย -3.42%... “TVIETNAM” แชมป์สูงสุด +4.16% “PRINCIPAL VNEQ-USD” ร่วงสุด -10.30% โอกาสลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” เหตุ “ถูก-กำไรโตดี” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
บทเรียน “วัยเกษียณ” ของพ่อแม่...ที่ “ไม่ขอซ้ำรอยเดิม” !!!
เมื่อ อีก 21 ชั่วโมง
Stock of the Day
ผ่าทิศทางดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 69 เฟ้นกลุ่มหุ้นเด่นรับมือความผันผวน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
PTTGC ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นการขนส่งน้ำมันและข้อกล่าวหาการกักตุนน้ำมัน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us