“All Season Portfolio”...กลยุทธ์การลงทุนให้ได้ ‘ผลตอบแทนที่ดี’ ในทุกวิกฤติ

Wealth EZ: เราเคยมีความสงสัยหรือความกังวลกับคำถามเหล่านี้มั้ย

  • ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่เราควรเริ่มลงทุนแล้วรึเปล่า

  • เรากลัวเข้าไปผิดเวลาแล้วตลาดหุ้นปรับลงต่อ

  • ทำไมเราไม่รอให้ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติก่อนแล้วค่อยลงทุน

  • เราควรรอให้ตลาดหุ้นผ่านจุดต่ำสุดไปก่อน แล้วค่อยเริ่มลงทุนสิ

  • อยากซื้อหุ้น ณ จุดต่ำสุดของตลาด


คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องของ “ความกลัว” และ “ความโลภ” ซึ่งเป็นสองอารมณ์หลักของนักลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ตลาดหุ้นขึ้นและลงตลอดเวลาเป็นเรื่องธรรมชาติเปรียบได้กับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงตลอด ไม่สามารถควบคุมได้ จึงส่งผลให้เรารู้สึกกลัวและกังวลเพราะปัจจัยภายนอกมากมายที่ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้น ความไม่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด COVID, วิกฤติเศรษฐกิจ, สงคราม, สถานการณ์จะแย่แค่ไหนและนานเท่าไร? สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคง ไม่แน่ใจและไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร





“แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอตั้งแต่ตอนนี้ไม่ว่าตลาดหุ้นจะผันผวนแค่ไหน เราสามารถสร้าง ผลตอบแทนที่ดี และ ลดความเสี่ยง จากการลงทุน ด้วยการศึกษารูปแบบการขึ้นลงของตลาดหุ้นในระยะยาว ศึกษาวิธีการลงทุนและแนวคิดของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และตัดสินใจลงทุนอย่างมีเหตุผลภายใต้ความรู้ข้อมูลและการเตรียมตัวที่ดี เช่น จัดสรรเงินมาลงทุนตามเป้าหมาย ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ เป็นต้น”



ดังคำกล่าวของคุณปู่ “Warren Buffett


RISK COMES FROM NOT KNOWING WHAT YOU’RE DOING

(ความเสี่ยงเกิดจากการที่คุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่)


กลยุทธ์ที่ผู้เขียนจะแนะนำต่อจากนี้ มาจากประสบการณ์จริงของนักลงทุนระดับโลกที่ให้สัมภาษณ์ในหนังสือ Unshakable เขียนโดย Tony Robbins (Tony เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก นักเขียน เจ้าของธุรกิจ และ นักลงทุน) Tony Robbins ใช้เวลา 7 ปี ในการสัมภาษณ์และรวบรวมข้อมูลจากนักลงทุนระดับโลกกว่า 50 คน ไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett, Ray Dalio, Jack Bogle, Paul Tudor และคนอื่นๆ เพื่อมาอธิบายหลักการลงทุนที่เข้าใจได้ง่ายให้นักลงทุนทุกคนสามารถทำตามได้


“ในบทความนี้ผู้เขียนสรุป หลักการสร้างพอร์ต การลงทุนอย่างง่าย 2 ขั้นตอน ที่สามารถช่วยเราควบคุมพอร์ตตัวเองได้ทุกสถานการณ์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้สูงสุดและบริหารความเสี่ยงให้พร้อมสำหรับทุกช่วงเวลา เราจะได้ไม่ตกใจกลัวเทขายหุ้นหรือหนีออกไปจากตลาดหุ้นเมื่อเกิดวิกฤติ”



กลยุทธ์การลงทุน
2 ขั้นตอน

  1. การจัดสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด

  2. ปรับสัดส่วนการลงทุน (Rebalance) 

 


1.การจัดสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation)

ถือเป็นพื้นฐานและปัจจัยสำคัญของการจัดพอร์ตการลงทุน ด้วยการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ส่วนสำคัญดังนี้

แทนที่เราจะลงทุนในอสังหาฯ หุ้นหรือทองคำเพียงอย่างเดียว เราควรที่จะกระจายการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ เช่น เงินสด หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ หรือทองคำ เป็นต้น

  • กระจายลงทุนในหลายอุตสาหกรรม:

อธิบายง่ายๆ คือ การลงทุนในหุ้น เราไม่ควรที่จะถือหุ้นตัวเดียว แต่ควรลงทุนหุ้นหลายตัวในหลายธุรกิจ เช่น ธนาคาร ค้าปลีก โรงแรม เป็นต้น

  • กระจายข้ามตลาด ประเทศ และค่าเงินทั่วโลก:

อย่าลงทุนเพียงแค่ในประเทศไทย ประเทศเดียว (ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตลาดหุ้นทั่วโลก) ควรลงทุนในต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ยุโรป เป็นต้น 

  • กระจายช่วงเวลา:

เราไม่มีทางรู้ว่า เวลาไหนเป็นเวลาที่ถูกต้องในการซื้อ ดังนั้นเราควรทำให้การลงทุนเป็นเรื่องอัตโนมัติ คือลงทุนเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกปี (วิธี Dollar-cost averaging) การลงทุนที่สม่ำเสมอนี้จะช่วยตัดความกังวลหรือความลังเลใจในการตัดสินใจลงทุน เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบตลาดหุ้นในระยะสั้นได้



ทำไมพอร์ตการลงทุนต้องกระจายความเสี่ยง (
Diversification)?

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Paul Tudor, Jack Bogle, Warren Buffett, Howard Marks and JPMorgan’s Mary Callahan Erdose กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนสามารถ เพิ่มผลตอบแทนสูงสุดและลดความเสี่ยงต่ำสุด คือการกระจายพอร์ตการลงทุนของเรา (diversify your portfolio)


จัดพอร์ตอย่างไร? มี 2 ปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการจัดพอร์ต คือ ความเสี่ยงที่เรารับได้และระยะเวลาลงทุน





“สรุปการทำ
Asset Allocation เพื่อจัดสัดส่วนสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับกับเป้าหมายการเงิน เฉพาะของแต่ละคน ให้ตรงกับผลตอบแทนคาดหวังที่เราต้องการ ความเสี่ยงที่เรารับได้และระยะเวลาในการลงทุน”



2.ปรับพอร์ตการลงทุน (Rebalance)

คือการทำให้พอร์ตการลงทุนให้กลับมาสู่สัดส่วนการลงทุนเริ่มต้น เราควรทำ Rebalance บ่อยแค่ไหน? อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือ เมื่อตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20% จากรูปที่ 2 สมมติว่าตอนเริ่มลงทุนเราจัดพอร์ตลงทุนสัดส่วน หุ้น 50% ตราสารหนี้ 50% เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ตลาดหุ้นตกทำให้สัดส่วนการลงทุนเปลี่ยนเป็น หุ้น 40% ตราสารหนี้ 60% เมื่อครบ 1 ปีให้เราทำ rebalance ด้วยการขายตราสารหนี้ออก 10% และไปซื้อหุ้น 10%


“ข้อดีของการทำ Rebalance นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตและยังช่วยเพิ่มผลตอบแทนด้วย เพราะเราได้ซื้อหุ้นราคาถูก (ตลาดหุ้นลง) และได้ขายราคาแพง (ตลาดหุ้นขึ้น)”





สรุป

“การลงทุนที่ดีที่สุด” คือลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจมากที่สุด เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจหรือคนอื่นบอกว่าดี “การจัดสรรการลงทุน (Asset Allocation)” และ “ปรับพอร์ต (Rebalance)” ที่แนะนำช่วยควบคุมพอร์ตการลงทุนของเราได้และไม่ต้องกังวลกับเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้



หนังสืออ้างอิง

The Simple Path to Wealth by JL Collins
Unshakable by Tony Robbin


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

กชจุฑา เพียรวนิช

ที่ปรึกษาการเงิน AFPT

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us