Official Update :

“หนี้กยศ.”...ควรจัดการให้ดี !!!

การศึกษาเปรียบเหมือนแสงสว่างที่นำทางให้ชีวิตของแต่ละคน และเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่หากการไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เป็นเพียงเพราะขาดแคลนกำลังทุนทรัพย์ที่เพียงพอ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าแล้วประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางใด “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” หรือ “กยศ.” จึงเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ปัจจุบันจากยอดสถิติข้อมูล กยศ.เดือนมิถุนายน 2563 มีผู้กู้ยืมเงินกองทุนอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 5,771,655 ราย

“หากมองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนให้กับตัวเอง กยศ.นับได้ว่าเป็นกองทุนที่สำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้ประชาชนมีความมั่นคงทางการเงินด้วย หากเราเองได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้ว เราควรส่งต่อโอกาสนี้ให้กับคนรุ่นถัดไป”

“การชำระหนี้จากการกู้ยืมเพื่อการศึกษา” นี้ ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ได้บัญญัติว่า “ให้บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินของผู้ยืมเงินซึ่งเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ กองทุนจะแจ้งหักเงินเดือนโดยใช้ยอดหนี้ตามตารางชำระรายปี โดยหารด้วยจำนวนเดือน (12 เดือน) จะเริ่มหักเงินเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของทุกปี” ดังนั้นในการหักเงินจากเงินเดือนมีลำดับในการหักดังนี้

  1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  2. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ/กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/ประกันสังคมกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
  3. เงินกู้ยืมกองทุน กยศ.

ตัวอย่าง สมมติเราได้กู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาท ตารางด้านล่างแสดงยอดเงินที่ชำระในแต่ละเดือน

จะพบว่ายอดจำนวนเงินการชำระในแต่ละเดือนไม่ได้มีจำนวนมาก โดยที่ทางกยศ.มี ‘ระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี’ ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ก่อนครบกำหนดเวลาชำระหนี้ได้โดยไม่เสียดอกเบี้ย หลังจากนั้นจึงเริ่มชำระในแต่ละเดือนดังที่ปรากฏตามตางราง

“ดังนั้นการบริหารเงินในช่วงที่ชำระเงินกู้ควรใช้หลักบริหารเงินที่ต้องคำนึงถึงสภาพคล่องที่เหลือน้อยลงเนื่องจากเงินที่จะนำมาใช้ได้เป็นเงินที่เหลือหลังจากที่หักเงินกู้ยืมไปแล้ว”

ดังนั้นความมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากจะต้อง ‘ชำระหนี้เป็นระยะเวลา 15 ปี’ ซึ่งยาวนาน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงถัดมาคือ อย่าพยายามก่อหนี้อื่นๆ ที่คิดว่า ‘จำเป็น’ และที่ ‘ไม่จำเป็น’ เพิ่มเติมเช่น หนี้สินจากที่อยู่อาศัย หนิ้สินจากเช่าซื้อรถยนต์ หนี้สินจากการซื้อสินค้าโดยผ่อนบัตรเครดิต เป็นต้น มิเช่นนั้นเราอาจไม่มีเงินเหลือพอที่จะใช้จ่ายในแต่ละเดือน หากก่อหนี้เกินตัว

“อย่าลืมว่ารายได้ของเรามีขอบเขตจำกัดในแต่ละเดือน แต่ความต้องการอยากได้สิ่งของเพื่อตอบสนองในชีวิตมีมากกว่าเสมอ เมื่อหยุดก่อหนี้สินแล้วก็เริ่มเก็บเงินเพิ่มเพื่อชำระหนี้กู้ยืมให้หมดเร็วที่สุดโดยเราเริ่มเก็บสะสมเงินเพื่อจะปลดหนี้ให้หมดภายใน 10 ปี แล้วหาอัตราผลตอบแทนระดับ 3.5 % จะต้องเก็บออมเงินปีละ 5,966 บาท หรือเฉลี่ยประมาณเดือนละ 500 บาท ก็จะสามารถปิดบัญชีกู้ยืมได้”

ผมคงไม่ต้องบอกว่า “การส่งต่อโอกาสดีๆ” ที่เราเคยได้รับให้กับคนรุ่นถัดไป มันดีมากแค่ไหนถ้าเรายังคงเชื่อว่า การเปิดโอกาสทางการศึกษาคือใบเบิกทางสู่อนาคตอย่างที่เราเคยได้รับ การส่งต่อเงินที่ได้รับมาคืนให้กองทุนเพื่อนำโอกาสดีๆ ไปสู่เด็กรุ่นน้องต่อๆ ไป

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

Most Viewed
Fun of Funds
“ES-GTECHSSF” คัดเน้นๆ “หุ้นเทคฯ โลก”... พร้อมโตตาม “โลกยุคดิจิทัล” สร้าง “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว!!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“การบริหารเงินสด”...หัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจ “อย่างยั่งยืน” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
“วางแผนมรดก” อย่างไร...ให้คนข้างหลัง “ไม่ต้องทะเลาะกัน” !!!
เมื่อ อีก 19 ชั่วโมง
Sustainability
แสดงความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 6 ก.ย. 69...ที่เว็บไซต์ “ก.ล.ต.” !!!
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“Gold Fund” ปีนี้ ทรงตัวตาม “ทองโลก” ติดลบเฉลี่ย -0.72%... ส่วน “Silver Fund” บวกเล็กน้อยเฉลี่ย +2.03% เป้า “ทองคำ” ปีนี้ 4,600 – 6,300 ดอลล์ ส่วน “Silver” 70 – 85 ดอลล์ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us