“เครื่องมือกลุ่ม 2”...“จำกัดอิสระในการทำธุรกรรม” ของผู้ถือหน่วยลงทุน !!!
Where2put Ur Money: นอกเหนือจากเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนรวมกลุ่มแรกที่ได้กล่าวถึงในตอนที่แล้ว ยังมีเครื่องมืออีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกนำใช้บริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนรวม คือ
กลุ่มที่ 2: เป็นการ “กำหนดเงื่อนไข” ในการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (Restrict Access to Investor Capital) เพื่อชะลอการเทขายหน่วยลงทุนจนทำให้กองทุนรวมเหลือแต่สินทรัพย์ที่มีคุณภาพต่ำให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ยังลงทุนกับกองทุนนั้นอยู่ ถือเป็นการ “จำกัดอิสระในการทำธุรกรรม” ของผู้ถือหน่วยลงทุนนั่นเอง โดยจะมีเครื่องมือทั้งหมด 4 ประเภท ดังนี้
1.Notice Period: เป็นการกำหนดระยะเวลาที่ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องทำการแจ้งล่วงหน้าก่อนที่จะมีการขายคืน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออก โดยบลจ. จะมีการกำหนดเพดานการขายคืนหน่วยลงทุน (Redemption Gate) ไว้ก่อน แล้วจึงกำหนดจำนวนวันที่ผู้ขายคืน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกในมูลค่า หรือปริมาณที่มากเกินกว่าที่กองทุนรวมได้กำหนดไว้ ต้องดำเนินการแจ้งการส่งคำสั่งนั้นก่อนวันที่ผู้ทำรายการต้องการให้บลจ. ดำเนินการตามคำสั่งขายคืน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกจริงจะเกิดขึ้น
2.Redemption Gate: เป็นการจำกัดการขายคืนหน่วยลงทุน และรับสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกไม่ให้เกินปริมาณสูงสุดที่ได้กำหนดไว้ หรือเป็นการกำหนดเพดานการขายคืนหน่วยลงทุนนั่นเอง โดยบลจ. จะกำหนด Redemption Gate คิดเป็นร้อยละของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value: NAV) ของกองทุนรวม แต่ต้องไม่เกินกว่าระยะเวลา หรือจำนวนวันที่กำหนด (Gate Period) ในแต่ละเดือน โดยสามารถใช้ Redemption Gate และ Gate Period ในแต่ละครั้งแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า Redemption Gate ที่กำหนดไว้ และไม่เกินกว่า Gate Period ที่กำหนดขึ้น
“ทั้งนี้ บลจ. จะกำหนดวิธีการรับซื้อคืนตามราคารับซื้อคืนในแต่ละวัน โดยการเฉลี่ยตามสัดส่วน (Pro-rata Basis) ของคำสั่งรับซื้อคืน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกของผู้ทำรายการแต่ละรายในวันที่ใช้ Redemption Gate ทำให้ผู้ทำรายการขายคืน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกจะได้รับเงินค่าขายคืน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกไม่เต็มตามจำนวนที่ได้ทำรายการไว้ สำหรับคำสั่งรับซื้อคืน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกส่วนที่เกินจะถูกนำไปทำรายการในวันทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนถัดไป”

ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวมขนาด 100 ล้านบาท มีการกำหนด Redemption Gate เท่ากับ 20% ของ NAV หรือ 20 ล้านบาทต่อวัน หาก บลจ. ได้รับคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนจากนาย ก. 10 ล้านบาท และนาย ข. 20 ล้านบาท ซึ่งรวมกันสูงเกินกว่า Redemption Gate ที่กำหนดไว้ บลจ. จะดำเนินการชำระค่าขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนทุกราย โดยนาย ก. จะได้รับการจัดสรรค่าขายคืนเท่ากับ (10/ 30) x 20 = 7 ล้านบาท และเงินค่าขายคืนส่วนที่เหลืออีก 3 ล้านบาทในวันถัดไป ส่วนนาย ข. จะได้รับการจัดสรรค่าขายคืนเท่ากับ (20/ 30) x 20 = 13 ล้านบาท และจะได้รับเงินค่าขายคืนส่วนที่เหลืออีก 7 ล้านบาทในวันถัดไป
3.Side Pocket: เป็นการแยกสินทรัพย์ที่กองทุนรวมไปลงทุนแล้วเกิดปัญหาออกจากสินทรัพย์ของกองทุนรวมโดยไม่นำมาคำนวณNAV แบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ
-
กรณีตราสารที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถขายได้ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล
-
กรณีตราสารหนี้ที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนเกิดปัญหาผู้ออกตราสารหนี้ หรือลูกหนี้ตามสิทธิเรียกร้องผิดนัดชำระหนี้ (Set Aside)
“บลจ. จะแยกสินทรัพย์ที่เกิดปัญหาออกไปพักไว้ก่อน และจัดทำทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ใช้ Side Pocket ทั้งนี้ การใช้ Side Pocket จะทำให้ NAV ของกองทุนรวมลดลงตามมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกแยกออกไปพักไว้ โดยผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีรายชื่อในวันที่ใช้ Side Pocket จะได้รับเงินคืนเมื่อกองทุนรวมสามารถขายตราสารที่ขาดสภาพคล่องได้ หรือเมื่อผู้ออกตราสารหนี้มีการชำระหนี้คืนแล้วนั่นเอง”
4.Suspension of Dealings:เป็นการระงับการซื้อขายหน่วยลงทุนแบบชั่วคราวไม่เกิน 5 วันทำการ กรณีที่มีเหตุจำเป็น โดยบลจ. ต้องมีความเชื่อโดยสุจริต และสมเหตุสมผลในการระงับการขาย และรับซื้อคืนหน่วยลงทุนนั้น รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ดูแลผลประโยชน์อีกด้วย
แน่นอนว่า “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง” ของกองทุนรวมที่ได้กล่าวถึงทั้งหมดข้างต้น ล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน และลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในระบบการเงินขึ้นในอนาคตนั่นเองครับ
