เปิด 16 บริษัท ยังไม่ฟื้นจากพิษศก. “ขอยืดเวลาชำระหนี้”... แนะ “แฟนพันธุ์แท้-หุ้นกู้” กระจายการลงทุนช่วยลดความเสี่ยงได้จริง !!!
Wealthy Way: ในวันที่ “ดอกเบี้ยไทย” ยังทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้เหล่าบรรดาบริษัทต่างๆ ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ต่างเร่ง “ล็อกต้นทุนทางการเงิน” ของตัวเองเอาไว้
พาเหรดกันออก “หุ้นกู้” กันคึกคัก...จนนักลงทุนช้อปแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว
ถือเป็น “Win-Win Solution” ทั้งฝั่งบริษัทผู้ออก ที่ได้ล็อกต้นทุนดอกเบี้ยต่ำเอาไว้ดังใจ ส่วนฝั่งของนักลงทุนเองก็มีแหล่งลงทุนแบบ “Medium Risk/Medium Return” ที่ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมากเช่นกัน
จนทาง “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) ประเมินว่านี่จะเป็นปีที่3 ที่ยอดออกหุ้นกู้ทะลุ “1 ล้านล้านบาท” และมีโอกาสเห็นตัวเลขระดับ “All Time High” กันได้อีกด้วยในปีนี้
แต่การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง...“หุ้นกู้” ก็เช่นเดียวกัน อย่าช้อปเพลินจนละเลยการดูพื้นฐานของหุ้นกู้ที่จะลงทุนด้วย ไม่ใช่มองแค่ “ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว” กันเพียงอย่างเดียว
ไม่เช่นนั้น “พลาดพลั้งไป” อาจ “ติดหุ้นกู้”...จนทำให้พอร์ตถูกแช่แข็ง หนาวสะท้านเอาได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน
กลุ่ม “หุ้นกู้เคยดี” ก็มีให้เห็นอยู่ตลอดมาจวบจนปัจจุบัน ที่พอจะเป็นเครื่อง “เตือนสติ” ให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ส่วนจะมีอะไรกันบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“16 บริษัท” ยังไม่ฟื้นจากพิษเศรษฐกิจ...“ขอยืดเวลาชำระหนี้”
ปัจจุบัน “หุ้นกู้เคยดี” สามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน แต่ทุกกลุ่มก็ “แช่แข็ง” เงินลงทุนของนักลงทุนไปได้ไม่แพ้กัน อาการหนักเบาแล้วแต่ดีกรีที่ถูก Freeze ไว้นั่นเอง ซึ่งทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
-กลุ่มปรับโครงสร้างหนี้ (ขอยืดเวลาชำระหนี้): เป็นกลุ่มที่ “ใหญ่สุด” และน่าจะเป็นกลุ่มที่ดูมีลุ้นสุดสำหรับใครที่ลงทุนกันไป เพราะจากสถิติที่ผ่านมา บริษัทที่เคยขอยืดหนี้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น บริษัทกลับมาทำธุรกิจได้ ก็มีหลายแห่งที่ “คืนหนี้” ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ส่วนที่ธุรกิจยังไม่ฟื้น ก็ขอยืดเวลาชำระหนี้ต่อไปอีก ซึ่งปัจจุบันมี 16 บริษัทด้วยกัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อยได้แก่

>บริษัทใน SET: มี 3 บริษัท ได้แก่ CGD, JCK และ PPPM
>บริษัทใน mai: มี 4 บริษัท ได้แก่ CHO, CHOW, GCAP และ JSP
>บริษัทนอกตลาด: มี 9 บริษัท ได้แก่ CISSA, DR, IRIS, JCKD, PPH, PHUKET, SNW, TBTZ และ WGH
ไม่เฉพาะ “นักลงทุนบุคคล”...แม้แต่ “นักลงทุนสถาบัน” ก็พลาดมาแล้วเช่นกัน
-กลุ่มฟื้นฟูกิจการ: ถ้าฟื้นฟูเสร็จก็มีลุ้นสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนกันอยู่ มี 1 บริษัท อยู่ใน SET ได้แก่ THAI

-กลุ่มผิดนัดชำระหนี้: เป็นกลุ่มที่ “อาการหนักสุด” ใครติดกลุ่มนี้ไว้ “ต้องทำใจยาวๆ ไป” มีทั้งหมด 7 บริษัท ซึ่งประกอบไปด้วย 3 กลุ่มย่อย ได้แก่
>บริษัทใน SET: มี 3 บริษัท ได้แก่ APEX, IFEC และ PACE
>บริษัทใน mai: มี 1 บริษัท ได้แก่ ACAP
>บริษัทนอกตลาด: มี 3 บริษัท ได้แก่ APCON, EARTH และ RICH
“ซึ่งนักลงทุนที่เจอ Freeze ไม่เฉพาะนักลงทุนบุคคลเท่านั้น แม้แต่นักลงทุนสถาบันอย่าง ‘กองทุนรวม’ ก็ยังเจอชะตากรรมเดียวกัน นั่นแสดงให้เห็นว่า...อะไรก็เกิดขึ้นได้ ที่ดูดี ไส้ในจริงๆ อาจมีอะไรซ่อนอยู่ แต่จุดที่ ‘แตกต่าง’ ของนักลงทุนบุคคลกับนักลงทุนสถาบันคงเป็นเรื่องของ ‘การกระจายความเสี่ยง’ ซึ่งทำให้ผลกระทบกับนักลงทุนสถาบันมี ‘จำกัด’ ในขณะที่นักลงทุนบุคคลนั่นอาจเป็นเงินส่วนใหญ่ในพอร์ตเลยก็มี ดังนั้น ใครที่ชอบ ‘หุ้นกู้’ การกระจายการลงทุนยังคงเป็นคำตอบที่ใช้ได้ดีอยู่เสมอ”
ปัจจุบัน “หุ้นกู้กลุ่ม High Yield” ไม่ขายให้นักลงทุนรายย่อยอยู่แล้ว ดังนั้น รายใหญ่ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน ส่วน “หุ้นกู้ Investment Grade” ปัจจุบันก็มีกระจายมาถึงรายย่อยมากขึ้น แต่หลักๆ ก็อยู่ในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ส่วน “หุ้นกู้” ที่เหลือก็มักจะขายในวงจำกัดหรือกลุ่มรายใหญ่เป็นหลัก แต่ไม่ว่า “หุ้นกู้” กลุ่มไหน ก็พร้อมจะมีปัญหาได้เสมอ ตัวอย่างก็มีให้เห็น...ซึ่งต้องย้ำว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” และคงไม่มีใครอยากเจอ และถ้าต้องเจอ “การกระจายความเสี่ยง” ช่วยคุณได้แน่นอน
