กลุ่มหนึ่ง ‘ได้ประโยชน์’ ต่อเนื่อง...แต่อีกกลุ่ม ‘กระทบหนัก’ !!!

“เศรษฐกิจวิกฤติหรือยัง ..?? ”เป็นคำถามที่นักลงทุนเริ่มสนใจเมื่อเกิดสัญญาณ เพื่อเตรียมชะลอการลงทุน แต่คำถามว่า“เศรษฐกิจเริ่มฟื้นหรือยัง..??”เป็นคำถามที่ธุรกิจและผู้ประกอบการ เริ่มถามเพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้า ..

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจคือเรื่องที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในทุกครั้งที่เกิดวิกฤติขึ้น แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อการฟื้นตัวนั้นเป็นการฟื้นตัวที่สร้างปัญหาในอีกทางและมีผลกระทบขยายไปในด้านอื่นที่มากกว่าในด้านเศรษฐกิจ เช่น การเมืองและสังคม

K- ShapedRecovery”หรือ ที่เรียกว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในรูปตัวKคือภาวะฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากที่เกิดวิกฤติในทุกครั้ง เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นแทบจะทุกประเทศในโลก แต่จะเกิดขึ้นระยะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่แต่ละสภาพเศรษฐกิจแต่ละประเทศ (นึกภาพตัวอักษร K นะครับ ที่มีเส้นหนึ่งพาดไปด้านบน และอีกเส้นพาดลงมาด้านล่าง)

“ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้เห็นเพื่อเป็นข้อมูลและประโยชน์สำหรับธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงปัจเจกบุคคล ก็คือ เศรษฐกิจลักษณะนี้จะเป็นการฟื้นตัวที่มีกลุ่มหนึ่งกลับมาเติบโตและได้ประโยชน์ต่อเนื่อง แต่อีกกลุ่มนั้นจะได้ผลกระทบอย่างหนัก และอาจไม่ฟื้นกลับขึ้นมา”

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น..?? นั่นเพราะมีปัจจัยหลัก 3 ประการ นั่นคือ

1) ความพร้อมของธุรกิจและตัวบุคคลที่ต่างกันแต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่สร้างรายได้แตกต่างกันเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในทุกกลุ่ม จะได้รับผลกระทบและปรับตัวเป็นขาลงกันหมด รวมไปถึงในด้านปัจเจกบุคคลด้วย แต่กลุ่มธุรกิจที่มีความพร้อมในเรื่องการเข้าถึงปัจจัยที่เร่งการฟื้นตัวได้มากจะมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่า เช่น กลุ่มธุรกิจที่เข้าถึงแหล่งระดมทุนจากตลาดทุนได้ เข้าถึงสภาพคล่องจากรัฐได้รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจที่มีกระแสเงินสดอยู่มาก จะได้ประโยชน์และมีความสามารถในการฟื้นตัวได้เร็ว และได้ประโยชน์มากกว่าอีกกลุ่มที่มีความพร้อมในการเข้าถึงปัจจัยเร่งการฟื้นตัวได้น้อยกว่าหรือไม่มีความพร้อมเลย ซึ่งกลุ่มนี้ต้องการกำลังในการฟื้นตัวกลับมาอย่างมาก แต่กลับฟื้นได้ยากหรือถึงขั้นล้มหายตายจากไปเลย ... สิ่งที่ทำให้กลุ่มนี้ถึงฟื้นกลับได้ยาก เป็นเพราะปัจจัยข้อที่สองมาเป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดเร็ว คือ

2) นโยบายสนับสนุนเพื่อฟื้นฟูจากภาครัฐที่ทำให้เกิดผลไม่เท่าเทียมผมยกตัวอย่างให้เห็นกันเลย ก็คือ การที่รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้ไปถึงประชาชนระดับฐานราก เช่นการแจกเงินในรูปแบบสวัสดิการต่างๆ หากพิจารณาก็นับว่าเป็นประโยชน์กับผู้ที่ต้องการรายได้ เพื่อให้มีสภาพคล่อง แต่ให้ผลในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดรายได้ที่แท้จริงที่จะเป็นการสร้างความพร้อมให้กับธุรกิจและบุคคลได้มีกำลังในการฟื้นตัว

ขณะเดียวกัน การใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องจาก ‘กระทรวงการคลัง’ และ ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ โดยปล่อยกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์นั้นเกิดข้อกำจัด เพราะมีการพิจารณาปล่อยกู้ให้เฉพาะผู้กู้รายใหญ่หรือผู้ที่มีความพร้อมในการชำระหนี้เท่านั้น ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ธุรกิจที่ไม่มีความพร้อมไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อฟื้นธุรกิจกลับมาได้ หรืออาจจะไม่ฟื้นกลับมาอีกเลย เช่น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่พึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยว ที่ต้องปิดกิจการ ส่งผลให้เกิดภาวะการว่างงานขยายตัว (ดังเช่นที่ผมนำเสนอในตอนที่ผ่านมา)

“ทั้ง 2 ประเด็นนี้ สะท้อนผลให้เห็นในทันทีว่า เกิดความแตกต่างของสภาพเศรษฐกิจ หรือ เรียกได้ว่าเป็นความเหลื่อมล้ำทั้ง คนที่มีพร้อมจะได้ประโยชน์ยิ่งขึ้นๆ และอีกกลุ่มซึ่งมีจำนวนและขนาดที่มากกว่าก็จะแย่ลงๆ เกิดเป็นปัญหาอีกมิติในเชิงสังคม หลีกหนีไม่พ้นการนำมาซึ่งการชุมนุม เรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหาและพัฒนาให้ดีขึ้น (ไม่เฉพาะกับประเทศไทย)”

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่พร้อมอันนำมาซึ่งการเหลื่อมล้ำแตกต่างนั้น เป็นเพราะปัจจัยหลักข้อสุดท้ายที่ต้องแก้ไขและพัฒนาอย่างเร่งด่วน คือ

3) การไม่มีนโยบายเชิงโครงสร้างที่สามารถสนับสนุนให้ธุรกิจและผู้ประกอบการ มีความสามารถในการปรับตัวและสู้กับวิกฤตในทุกครั้งได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงการระดมทุนการบริหารจัดการภาระหนี้ หรือ การที่ภาครัฐเข้ามาเป็นหุ้นส่วนเพื่อประคองธุรกิจไม่ให้เกิดการปิดกิจการล้มหายไป

ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็น คือ การมีระบบโครงสร้างที่สามารถฟื้นฟูธุรกิจได้กับทุกกลุ่ม และต้องเป็นการฟื้นกลับมาให้เกิดความยั่งยืน‘ให้เปลี่ยนจากรูปตัว K มาเป็นแบบตัว L หรือ ตัว U’(โดยจะกล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไป) จะต้องไม่ให้รูปแบบตัว Kเกิดขึ้นนาน เพราะยิ่งเกิดขึ้นไปนานเท่าไรจะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมากขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับเศรษฐกิจรูปตัว K จะอยู่กับเราไปอีกพัก เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการบริการ การท่องเที่ยวและส่งออกซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักที่กระทบหนักมากและยังไม่ฟื้นกลับมาจนกว่า COVID-19 จะหายไป

ส่วนในด้านของการลงทุน ผมขอแนะนำทิ้งท้ายไว้ คงต้องเน้นลงทุนในกลุ่มธุรกิจ ที่อยู่ในส่วนของตัว K ที่เป็นเส้นพาดขึ้น ซึ่งมีกลุ่มธุรกิจที่เติบโตได้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร (CPF), กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, HAHA), กลุ่มสินเชื่อปล่อยกู้และการเงินส่วนบุคคล (SAWAD ) และกลุ่มอีคอมเมิร์ซ (KEX)ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ขนส่ง และธนาคาร

อาจปฏิเสธการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้ แต่สามารถรับมือกับวิกฤตินั้นๆ และช่วยให้ธุรกิจกลับมาเติบโตได้ นั่นคือ การทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเกิดมีเสถียรภาพและศักยภาพ ที่อาจหมายถึง “การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่” ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ที่จะเกิดขึ้นในหลายด้านในอนาคต เช่น ด้านประชากรที่จะมีกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น หรือด้านเทคโนโลยีที่จะถูกใช้พัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตและการบริโภครวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ไทยติดโผ Rising Star ฐานผลิตโลกยุคใหม่ Verisk ชูศักยภาพรับ AI-Supply Chain ลุ้นดึง FDI หนุนเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us