วันนี้...คุณสร้าง “สมดุลหุ้น” ให้พอร์ตการลงทุนแล้วหรือยัง?
Wealthy Way: แนวคิดเรื่องของ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) นั้น ไม่ได้มองเฉพาะการกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เท่านั้น แต่ในระดับสินทรัพย์ก็ยังมีการกระจายการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน
ใครที่เป็นนักลงทุน “สายหุ้น” ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะในช่วงที่ “เงินเฟ้อสูง-ดอกเบี้ยขาขึ้น-เศรษฐกิจชะลอตัว” เช่นปัจจุบันนี้
ก็จะช่วยสร้าง “สมดุลหุ้น” ให้กับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนเอง เพื่อรับแรงกระแทกจากความผันผวนในระยะสั้นที่ยังมีอยู่ และไม่พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีไปด้วยเช่นเดียวกัน
โดยเป็นแนวคิดของนักลงทุนสถาบันอย่าง “Fidelity Managements” ที่อาศัยเรื่องของ “ขนาดหุ้น” ที่แบ่งเป็น 3 ขนาดได้แก่ ใหญ่-กลาง-เล็ก และ “สไตล์หุ้น” ที่แบ่งเป็น 2 สไตล์ ได้แก่ “หุ้นคุณค่า” (Value) และ “หุ้นเติบโตสูง” (Growth) เป็นสำคัญ
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย
“หุ้น” ยิ่งลงทุนยาว...‘ความผันผวน’ ยิ่งน้อย-โอกาส ‘ผลตอบแทนติดลบ’ ยิ่งต่ำ
แม้ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีนักสำหรับ “หุ้น” ก็ตาม แต่การลงทุน “ระยะยาวในหุ้น” ยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและยิ่งมีระยะเวลาลงทุนที่นานเพียงพอ “โอกาสขาดทุนยิ่งน้อยลง” ตามไปด้วย
เรามามองภาพผ่าน “หุ้นสหรัฐ” จากข้อมูลของ “J.P.Morgan ASSET MANAGEMENT” (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 22) การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ (S&P500) ระยะสั้นในช่วง 1 ปี ผลตอบแทนจะเหวี่ยงมากตั้งแต่ -39% ถึง +47% และหากเพิ่มระยะเวลาการลงทุนที่นานขึ้นความผันผวนจะลดลง
ถ้าลงทุน 5 ปี ผลตอบแทนจะอยู่ระหว่าง -3% ถึง +28%
ถ้าลงทุน 10 ปี ผลตอบแทนจะอยู่ระหว่าง -1% ถึง +19%
และถ้าลงทุนยาวนานถึง 20 ปี ผลตอบแทนจะ ‘ไม่ติดลบเลย’ โดยอยู่ระหว่าง 6 – 17% !!!
“มาดูผลตอบแทนระยะยาวของการลงทุนในหุ้นในช่วง 20 ปี (2002-2021) ที่ผ่านสารพัดวิกฤติกันบ้าง ‘หุ้นขนาดใหญ่’ ดัชนี S&P500 ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.5% ต่อปี ส่วน ‘หุ้นขนาดเล็ก’ ดัชนี Russell2000 ผลตอบแทนใกล้เคียงกันเฉลี่ย 9.4% ต่อปี ดีกว่า ‘ตราสารหนี้’ ที่ 4.3% ต่อปี และ ‘เงินสด’ ที่ 1.2% ต่อปี ซึ่งจึงไม่น่าแปลกใจว่า...แม้ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่ ‘หุ้น’ ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ถูกแนะนำให้มีติดพอร์ตอยู่นั่นเอง”

“พอร์ตหุ้น”...กระจายการลงทุนผ่าน ‘ขนาด’ และ ‘สไตล์’ ได้
ปัจจุบัน ทั้ง “หุ้นรายตัว” เอง หรือ “กองทุนหุ้น” ก็ตาม ยังสามารถแบ่งยแกได้ตาม “ขนาด” ให้ได้เลือกลงทุนกันได้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ใหญ่-กลาง-เล็ก ซึ่งนักลงทุนสามารถประยุกต์ใช้ในการ “จัดพอร์ตหุ้น” ของตัวเองได้เป็นอย่างดี
“โดยทฤษฎีแล้ว ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ มีความเสี่ยงมากกว่า ‘หุ้นขนาดใหญ่’ ดังนั้น ก็จะมีความผันผวนและผลตอบแทนที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน”
ในส่วนของ “สไตล์การลงทุน” นั้น ในตลาดหุ้นไทยเอง อาจจะยังไม่ได้มีแยกไว้ให้ชัดๆ แบบตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐก็ตาม แต่ “บทวิเคราะห์” ของโบรกเกอร์ต่างๆ ก็พอจะมีจำแนกหุ้นสไตล์ “Value” และ “Growth” ไว้ให้บ้างเช่นกันที่พอจะเลือกสรรไว้ใช้ประกอบการลงทุนได้
“กองหุ้นเองนั้น คงต้องตามไปดูกันที่ไส้ในตัวนโยบายการลงทุนว่าเป็นยังไง ลงทุนในหุ้นสไตล์ไหน Value หรือ Growth ซึ่งก็ยังพอใช้เป็นข้อมูลประกอบการลงทุนได้เช่นกัน”
หาก “พอร์ตหุ้น” 100% ในปัจจุบัน ยังไม่มีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ก็ไม่ต่างอะไรกับการไม่ได้กระจายการลงทุน แนวคิดในการ “จัดพอร์ตหุ้น” ให้เกิดสมดุลของทาง “Fidelity Managements” นั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้และช่วยตอบโจทย์การลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดี ด้วยการผสมทั้ง “ขนาด” และ “สไตล์” ของหุ้นในพอร์ตเพื่อสร้างสมดุลหุ้นให้เกิดขึ้นในพอร์ตการลงทุน ทั้งช่วย “ลดความผันผวน” และยัง “ไม่พลาด” โอกาสการสร้างผลตอบแทนที่ดีอีกด้วย แล้ววันนี้ คุณสร้าง “สมดุลให้พอร์ตหุ้น” ของตัวเองแล้วหรือยัง?
