อุ๊ย...ปีนี้ “เงินสด” ผลงานดีกว่า “หุ้น-ตราสารหนี้-REIT”... แต่ระยะยาว “ไม่เวิร์คแน่” -เงินโตไม่ทัน ‘เงินเฟ้อ’ !!!
Wealthy Way: ผ่าน 9 เดือนแรกของปี22 มาแล้ว มองไปในสินทรัพย์หลักๆ “เขียวกระจุก-แดงกระจาย” จะหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ ต่างปรับตัวลดลงถ้วนหน้า
จะมีแต่ “น้ำมัน” และ “เงินสด” ที่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ได้ในท่ามกลางมรสุม “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ที่ผ่านมา
จนแม้แต่ “Ray Dalio” นักลงทุนชั้นเซียนล่าสุดยังทวีตผ่านบัญชีใช้งานส่วนตัวว่า เมื่อปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนไป ทำให้เขามีมุมมองเกี่ยวกับ “เงินสด” เปลี่ยนไป และ “ไม่คิดว่าเงินสดจะเป็นขยะอีกแล้ว”
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร...เพราะเวลานี้ ผลตอบแทนไม่มากไม่เป็นไร แค่ “ไม่ติดลบ” ก็น่าจะโอเคแล้วสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่
จากข้อมูลของ “J.P.Morgan ASSET MANAGEMENT” ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา จาก 9 สินทรัพย์ มีเพียง 2 สินทรัพย์เท่านั้น ที่ผลตอบแทนยังเป็นบวกในปีนี้ ได้แก่ “สินค้าโภคภัณฑ์” +13.6% และ “เงินสด” +0.6% นอกนั้นแดงเดือด !!!
ผลตอบแทนของทั้ง 9 สินทรัพย์นั้นเป็นเช่นไรกันบ้าง ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอามาฝากกันไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้ว
“สินค้าโภคภัณฑ์-เงินสด” 2 สินทรัพย์ผลตอบแทน “บวก” ช่วง 9 เดือนแรก...ระยะยาวช่วง 15 ปี “สินค้าโภคภัณฑ์” เป็นสินทรัพย์เดียวที่ผลตอบแทน “ติดลบ”
ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่การลงทุน “ไม่ง่าย” และเป็นอีกปีที่พบปรากฎการณ์ที่สินทรัพย์หลักต่างพากันปรับตัวลงโดยพร้อมเพรียงไม่ว่าจะเป็น “หุ้น”, “ตราสารหนี้”, “ทองคำ” หรือการลงทุนทางเลือกอย่าง “REIT” ใครเปิดดูพอร์ตตัวเองปีนี้ก็คงสะเทือนใจไปตามๆ กัน
จากข้อมูลของ “J.P.Morgan ASSET MANAGEMENT” ในช่วง 9 เดือนแรกปี22 จาก 9 สินทรัพย์ มี 7 สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน “ติดลบ” ทั้งกลุ่มของตราสารหนี้, หุ้น และ REIT โดย “REIT” เป็นสินทรัพย์ที่ติดลบมากสุด -27.9%
ใครที่จัดพอร์ต “จัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ไปในสินทรัพย์ต่างๆ ไว้ ในปีนี้ก็มีโอกาสที่ผลตอบแทนจะ “ติดลบ” ได้เช่นกัน เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่ดิ่งลงใน “ทิศทางเดียวกัน” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการกระจายการลงทุนไว้แล้ว ถึงพอร์ตจะติดลบในปีนี้ ก็เชื่อว่าจะ “ไม่รุนแรงมากนัก” และนี่คือ “ข้อดี” ของการจัดสรรเงินลงทุนที่เป็นกลยุทธ์ที่จะพาคุณผ่านทุกภาวะตลาดการลงทุนไปได้
อย่างไรก็ตาม หากมอง “ผลตอบแทนระยะยาว” ของ 9 สินทรัพย์ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (ปี2007-2021) นั้น ต้องบอกว่าผ่านมา “หลายวิกฤติ” แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่กว่า 90% ก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ “เป็นบวก” ได้อยู่นั่นเอง
และ “หุ้น” ก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์อื่นโดยเปรียบเทียบในระยะยาวได้จริง โดยช่วง 15 ปี ที่ผ่านมากลุ่ม “หุ้นขนาดใหญ่” ให้ผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ย +10.6% ต่อปี ตามมาด้วย “หุ้นขนาดเล็ก” +8.7% ต่อปี
“ในขณะที่กลุ่ม ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ เป็นกลุ่มเดียวที่ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -2.6% ต่อปี เป็นกลุ่มที่มีวัฏจักรในการขึ้นลงเป็นรอบใหญ่ๆ ความเสี่ยงค่อนข้างสูง นักลงทุนที่สนใจก็ต้องติดตามใกล้ชิด จะเน้นถือยาวอาจไม่เหมาะเช่นเดียวกัน”
ส่วน “เงินสด” ในปีนี้อาจเป็น “พระเอก” แม้ผลตอบแทนจะแค่ 0.6% (ไม่ถึง 1%) ก็ตาม แต่สินทรัพย์อื่น “ติดลบ” กันหมด ใครที่ถือเงินสดไว้ก็ยิ้มได้สบายใจ แต่ถ้ามองกันยาวๆ ช่วง 15 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.8% ต่อปีนั้น ก็กลายเป็น “ความเสี่ยง” เช่นเดียวกัน เพราะเงิน “โตไม่ทันเงินเฟ้อ” และไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับเงินลงทุนของคุณได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ “ความมั่งคั่ง” ของคุณในระยะยาวได้เช่นกัน
“จัดพอร์ตลงทุน”...กลยุทธ์ที่ยังใช้ได้ดีใน ‘ทุกภาวะตลาด’
ดังนั้น กลยุทธ์ในการ “จัดพอร์ตการลงทุน” ด้วยการ “กระจายความเสี่ยง (Diversification)” ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สามารถทำได้ง่ายและจะทำให้คุณผ่านทุกภาวะตลาดการลงทุนไปได้ในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ประกอบไปด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่
-กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน คือลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนอสังหาริมทรัพย์, การลงทุนทางเลือก เป็นต้น
-กระจายลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ไม่จำกัดแค่กลุ่มใดๆ กลุ่มหนึ่ง เช่น เทคโนโลยี, สุขภาพ, การเงิน เป็นต้น
-กระจายข้ามตลาด ประเทศ และค่าเงินทั่วโลก คือแบ่งเงินกระจายไปลงทุนในต่างประเทศด้วย
-กระจายช่วงเวลา ด้วยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะโอกาสการลงทุนมีอยู่เสมอ อย่าไปจับจังหวะตลาด
“ที่สำคัญต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์อีกด้วย อันนี้ก็ละเลยไม่ได้เช่นเดียวกัน”
“การลงทุน” ยากหลีกเลี่ยงความผันผวนในระยะสั้นไปได้ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) จะช่วยให้เราลงทุนได้ในทุกภาวะตลาดและไม่พลาดโอกาสการลงทุน ซึ่งจะทำให้เราเข้าใกล้ “เป้าหมายทางการเงิน” ที่วางเอาไว้ในทุกวันที่ผ่านไป
