อย่าปล่อยให้อาการ “สายตาสั้น”... ทำคุณห่างไกลเป้าหมาย “เกษียณสุข” !!!
Wealthy Way: คงไม่สนุกแน่...ถ้าตอนเกษียณจะมีเพียง “เบี้ยคนชรา” 600 บาท/เดือน เอาไว้ใช้ ตกต่อวันเพียง 20 บาท เท่านั้น เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงไม่พอใจแค่นี้
“ทางเลือก” ที่เป็น “ทางรอด” และเป็นทางออกของคำตอบ “ชีวิตหลังเกษียณ” ของคุณ...ก็คือต้อง “ลงมือสร้างด้วยตัวเอง”
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ “ตระหนัก” และเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ แต่เลือกที่จะ “มองข้าม” จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม อาจจะมองว่าอีกนานกว่าจะเกษียณ ยังพอมีเวลา เป็นต้น จึงยัง “ไม่ได้เริ่มลงมือทำสักที”
ซึ่ง “การเงินเชิงพฤติกรรม” อธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ว่า “อาการเสมือนสายตาสั้น” (Myopia) ซึ่งเป็น “อคติ” แบบหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจด้านการเงินของคนเรา “ไม่สมเหตุสมผล”
โดยอาการดังกล่าวสะท้อนผ่าน “การที่คนเรามักจะให้ความสำคัญกับการจับจ่ายใช้สอย เพื่อหาความสุขใน ‘ปัจจุบัน’…มากกว่าการออมเพื่อใช้จ่ายในอนาคต” นเอง
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จะพามารู้จัก 4 “แหล่งเงินเกษียณ” ที่ “แรงงานในระบบ” สามารถสร้างเองได้กัน ที่สำคัญยังมี “ประโยชน์ทางภาษี” เป็นของแถมให้อีกด้วย
“เงินประกันสังคม-กรณีชราภาพ”...ภาครัฐ ‘บังคับออม’
เป็นอีกแหล่งเงินสำหรับคนวัยเกษียณที่ไม่ควรละเลย เพราะหนึ่งในความคุ้มครองที่ “ประกันสังคม” ให้กับผู้ประกันตนก็คือ ความคุ้มครองใน ‘กรณีชราภาพ’ นั่นเอง เป็นการ “บังคับออม” (ภาคบังคับ) สำหรับลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ม.33 ทุกคน

“ทั้งนี้เงินที่ลูกจ้างและนายจ้างส่งเข้าประกันสังคมฝ่ายละ 5% นั้นจะเก็บไว้เป็นกรณีบำนาญฝ่ายละ 3% รวมเป็น 6% เข้ากองทุนชราภาพซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 1998 เป็นต้นมา ส่วนใครจะได้เป็น ‘บำเหน็จ’ หรือ ‘บำนาญ’ นั้น ตัดกันที่ตัวเลขการส่งเงินสบทบที่ ‘180 เดือน’ หรือ ’15 ปี’ เป็นสำคัญ”
ปัจจุบันยังเลือกไม่ได้ว่าจะเลือกรับเป็น “บำเหน็จ” หรือ “บำนาญ” ก็ตัดตามเกณฑ์
-ส่งเงินสมทบมา ‘ไม่ครบ 180 เดือน’ (15 ปี) จะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงิน "บำเหน็จ"
-ส่งเงินสมทบมา ‘ไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี)’ ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ "บำนาญ"
“แต่ไม่ว่าจะเลือกรับ ‘บำเหน็จ’ หรือ ‘บำนาญ’ คุณก็ต้องไปยื่นคำขอที่สำนักงานประกันสังคมที่สะดวก ยื่นที่ไหนก็ได้ แต่ต้องไปยื่นเพื่อขอรับสิทธิ ‘ภายใน 2 ปี’ นับจากวันที่มีสิทธิได้รับประโยชน์กรณีชราภาพ หรือวันที่สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน ที่ผ่านมามีหลายคนสูญเสียเงินก้อนนี้ไปเพราะไม่ได้ไปยื่นรักษาสิทธิของตัวเองเอาไว้นั่นเอง ยื่นแล้วคุณจะได้รับเงินก็ตอนเกษียณนะ แต่รักษาสิทธิเอาไว้ก่อน...อย่าลืม!!!”
“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”...เก็บ 1 ได้ถึง 4
จัดอยู่ในทำเนียบการเก็บเงินเพื่อเกษียณ ‘สุดคุ้ม’ อันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ บริษัทไหนมี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (Provident Fund :PVD) ให้ ต้องรีบสมัครเป็นสมาชิกกองทุนทันที ห้ามพลาดเด็ดขาด นี่ถือเป็นการพาตัวเองก้าวไปสู่การเก็บเงินผ่านระบบ PVD โดยอัตโนมัติ “ขั้นที่1”
PVD เป็นการออมภาค “สมัครใจ” ที่ให้ประโยชน์กับสมาชิกค่อนข้างมาก เพราะคุณออมแล้วมีนายจ้างมาช่วยออมเพิ่มเติมให้ด้วย ดีสุดๆ ไปเลยใช่มั้ยล่ะ? โดยเงินที่ใส่เข้า PVD จะมาจากส่วนของ ‘ลูกจ้าง-เงินสะสม’ ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน และส่วนของ ‘นายจ้าง-เงินสมทบ’ ตั้งแต่ 2-15% เช่นกัน แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละบริษัท ทำให้ทุกครั้งที่คุณเก็บ นายจ้างก็จะสบทบให้ตามสัดส่วนนั่นเอง

แต่ถ้าคุณพอใจอยู่แค่ขั้นที่1 ก็เป็นเรื่องที่ “น่าเสียดาย” เพราะเงิน PVD ของคุณจะงอกเงยจนผลิดอกออกผลได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นกับการเลือก “แผนการลงทุน” ที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน ถือเป็นก้าว “ขั้นที่2” ที่คุณควรจะพาตัวเองไปให้ถึงจุดนี้ให้ได้ เพราะมันจะหมายถึงผลประโยชน์ที่จะติดตามมาอีก 2 ส่วน คือ ‘ประโยชน์ของเงินสะสม-ลูกจ้าง’ และ ‘ประโยชน์ของเงินสมทบ-นายจ้าง’ นั่นเอง
“ถ้าเลือกแผนการลงทุนที่เสี่ยงต่ำเกินไป เงินคุณก็จะงอกเงยได้ไม่ดี เติบโตได้ช้า ดังนั้นแผนการลงทุนที่คุณเลือกเป็นสำคัญ ฉะนั้น ห้ามละเลยเด็ดขาด!!!”
โดยคุณจะได้รับเงิน PVD ครบทั้ง 4 ส่วน “สะสม-ผลประโยชน์เงินสะสม-สมทบ-ผลประโยชน์เงินสมทบ” และได้รับ “ยกเว้นภาษี” จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้
1.ออกจากงาน
2.สมาชิกมีอายุขณะที่ได้รับเงินคืน “ไม่น้อยกว่า 55 ปี บริบูรณ์” และ
3.เป็นสมาชิกกองทุนมาแล้ว “ไม่น้อยกว่า 5 ปี ต่อเนื่องกัน” (อายุสมาชิก)
“RMF”...ลงทุนเพื่อเกษียณได้ “2 เด้ง”
แหล่งเก็บเงินเพื่อเกษียณที่ดีอีกแหล่งหนึ่ง คือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” เป็นการออมภาค “สมัครใจ” เช่นเดียวกัน โดยรัฐก็ให้ ‘ประโยชน์ทางภาษี’ มาไว้เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่คิดจะเก็บออมเพื่อเกษียณ นี่แหละที่เรียกว่า...“ลงทุนได้ 2 เด้ง”

-“เด้งแรก”...ผลตอบแทนตามภาษีที่ประหยัดได้ตามฐานภาษีแต่ละคน 5-35% ซึ่งภาษีที่ประหยัดได้ก็คิดเป็นผลตอบแทนที่ได้รับไปก่อนเลย
-“เด้งสอง”...ผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งยังคงสำคัญในการเลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะสม ซึ่ง ‘กอง RMF’ มีนโยบายการลงทุนให้ครบถ้วนในสินทรัพย์หลักๆ รวมถึงการลงทุนต่างประเทศ สามารถจัดเป็นพอร์ตเพื่อเป้าหมายเกษียณให้ตัวเองได้เลย
แต่การลงทุนก็มีเงื่อนไข คือ ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี ติดต่อกัน) ไม่มีขั้นต่ำ ลงทุนได้ ‘ไม่เกิน 30%’ ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีต่อปี และต้อง ‘ไม่เกิน 500,000 บาท’ (นับรวมเงินสะสมเข้า PVD, กบข., ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนด้วย)
“โดยเงินที่ลงทุนผ่านกอง RMF จะได้รับประโยชน์ภาษี เมื่อไปขายคืนหน่วยลงทุนตอนอายุ 55 ปีบริบูรณ์ (นับวันชนวัน) และลงทุน ‘ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี’ ซึ่งเงื่อนไขการลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษีของกอง RMF ไม่ได้ลำบากอะไร ก็อยากจะให้มาใช้ประโยชน์กันให้มากๆ เช่นกัน”
“SSF”…อีกทางเลือกเพิ่มเติม ‘เฉพาะกิจ’ - ‘ออมแค่ 10 ปี’
ส่วน “กองทุนรวมเพื่อการออม” (SSF) ต้องจัดเข้ามาอยู่ในทางเลือกเพิ่มเติมไว้ด้วย เป็นการออม “ภาคสมัครใจ” เช่นเดียวกัน และเกิดขึ้นมาเฉพาะกิจให้ใช้กันแค่ 5 ปีเท่านั้น (ปี2020-2024) ก็เหลือเวลาอีกแค่ 3 ปี เท่านั้น

ประโยชน์ทางภาษีได้ไม่ต่างกับ ‘RMF’ โดยเงื่อนไขการลงทุนก็ไม่ซับซ้อนอะไร ซื้อได้ “ไม่เกิน 30%” ของเงินได้พึงประเมิน และ “ไม่เกิน 200,000 บาท” (เมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่นๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท)
“โดยเงินที่ลงทุนผ่าน ‘กอง SSF’ จะได้รับประโยชน์ภาษี ถือไปครบ 10 ปี นับแบบวันชนวันก็ขายได้ ดังนั้นใครที่อายุช่วง 45 ปี SSF ก็เป็นทางเลือกเพิ่มเติมในส่วนของการออมเพื่อเกษียณได้เช่นกัน หรือใครมีเป้าหมายเก็บเงินระยะ 10 ปี ก็ใช้ได้เลย ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด”
ส่วนใครที่ไม่มีภาระภาษีต้องเสีย อยากออมเงินเพื่อเกษียณก็สามารถทำได้เลยผ่าน “กองทุนรวม”ทั่วไปได้เช่นกัน ซึ่งทำได้เองทันที ไม่มีเงื่อนไขการลงทุนมาบังคับด้วย สำคัญ...อย่าปล่อยให้อาการ “สายตาสั้น” (Myopia) มาทำให้คุณห่างไกลจากเป้าหมายที่สำคัญในชีวิต อย่าง “เป้าหมายเกษียณสุข” ของคุณไป เมื่อตระหนักถึงความสำคัญแล้ว...ก็ลงมือทำได้เลยตั้งแต่วันนี้ !!! ดังนั้น คุณต้องมี ‘วินัย’ กับตัวเอง ท่องไว้ในใจว่าเงินเกษียณ ไม่เกษียณ...ไม่เอาออกมาใช้เท่านั้นเอง
