รู้หรือไม่? ผลประกอบการของ “บลจ.”... ไม่เกี่ยวกับ “ผลตอบแทน” ของกองทุนแต่ประการใด !!!

Wealthy Way: การลงทุนทุกวันนี้ “ไม่ง่าย” ...ไม่เพียงเพราะโพรดักท์ใน “จักรวาลการลงทุน” ที่มีมากมายมหาศาลจนนักลงทุนตามกันไม่ทันแล้ว “ภาวะตลาด” เองก็มีความผันผวนมากขึ้น 3 วันดี 4 วันไข้ จนนักลงทุนปวดหัวไปตามๆ กัน


การใช้บริการ “มืออาชีพ” ผ่านเครื่องมืออย่าง “กองทุนรวม” และ “กองทุนส่วนบุคคล” จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี


ซึ่งกองทุนทั้ง 2 รูปแบบก็มีความ “แตกต่าง” กันออกไปและตอบโจทย์ลูกค้าคนละกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จะพามารู้จักกับกองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้กันอีกครั้ง



“กองทุนรวม” สะดวก-ใช้เงินลงทุนน้อย...ง่ายๆ ใครๆ ก็ลงทุนได้

สำหรับ “กองทุนรวม” ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยพานักลงทุนเปิดประตูไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่ใน “จักรวาลการลงทุน” ทั้งโลกง่ายๆ แบบใช้เงินลงทุนไม่มาก ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการลงทุนให้เกิดขึ้นเพราะมีเงินแค่หลักร้อย หลักพันก็ลงทุนได้แล้ว (บางกองทุนไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนด้วย หรือขั้นต่ำเพียงแค่ 1 บาท ก็มี)


ถามว่าแล้วคนเงินหนา มั่งคั่งร่ำรวยล่ะ ลง “กองทุนรวม” ได้มั้ย?


คำตอบ คือ ได้เช่นกัน ถือเป็นเครื่องมือที่เปิดกว้างสำหรับนักลงทุนทุกระดับ จะมือใหม่ มือเก๋า งบน้อย หรือร่ำรวย ใช้ได้หมดไม่ผิดกติกาแต่ประการใด !!!


โดย “กองทุนรวม” จะรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนหลายๆ คน มี “ผู้จัดการกองทุน” จากบลจ. เจ้าของกองทุนที่จะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายลงทุนที่กำหนดไว้ เช่น หุ้น, ตราสารหนี้ เป็นต้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน แล้วนำมาคืนให้ผู้ลงทุนแต่ละคนตามสัดส่วนที่ลงทุน หรือตามจำนวนหน่วยลงทุนที่ถือครองนั่นเอง


“กองทุนรวม” จึงเหมาะกับนักลงทุนทั่วไป อยากจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน จัดพอร์ตการลงทุนยังไง ก็อาจจะต้องเลือกหลากหลายกองทุนมาผสมผสานกันด้วยตัวเองเป็นสำคัญ



“กองทุนส่วนบุคคล” ลงทุนตอบโจทย์นักลงทุนตามต้องการ

ส่วน “กองทุนส่วนบุคคล” นี้ จะต่างออกไปเป็นกองทุนที่บริหารจัดการเงินของผู้ลงทุน โดยมี “ผู้จัดการกองทุน” จากบลจ.มาช่วยบริหารให้เพื่อตอบโจทย์การลงทุนของคุณโดยเฉพาะ อยากได้อะไร แบบไหน ชอบไม่ชอบอะไร บอกมาได้เลย เพราะ “กองทุนส่วนบุคคล” เปิดให้ผู้ลงทุนสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย หรือรายละเอียดในการลงทุนได้ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของตนมากที่สุดนั่นเอง


ถ้าเป็นการ “ตัดเสื้อ” ก็ต้องบอกว่า “ตัดตามสั่งวัดไซส์เฉพาะตัว” กันเลยทีเดียว เพราะไม่ใช่ใครก็จะมาใช้บริการ “กองทุนส่วนบุคคล” ได้ เงินลงทุนขั้นต่ำหลักสิบล้าน ร้อยล้าน กันทั้งนั้น


“โดย กองทุนส่วนบุคคล นั้นผู้ลงทุนสามารถเป็นบุคคลธรรมดาเพียงคนเดียว เป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัท มูลนิธิ สหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ) หรือจะเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 2-35 คนก็ได้เช่นเดียวกัน”




แต่ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้านั้น ก็จะเห็นการปรับใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการบริหาร “กองทุนส่วนบุคคล-ยุคใหม่” โดยออกแบบโพรดักท์มาเป็นพอร์ตการลงทุนว่ามีนโยบายลงทุนยังไง เช่น ลงทุนหุ้นไทย, หุ้นญี่ปุ่น, หุ้นเวียดนาม เป็นต้น ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยลงมาหน่อย เริ่มต้น 5 แสนบาท หรือ 1 ล้านบาท ก็ลงทุนได้แล้ว ก็ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เป็นการจับกลุ่มลูกค้าระดับ “มั่งคั่งน้อย” ลงมาหน่อย ซึ่งถือเป็นโมเดลของกองทุนส่วนบุคคลยุคใหม่เลยทีเดียว


“ใครที่มีงบประมาณระดับ 5 แสนบาท หรือ 1 ล้านบาท ปัจจุบันก็สามารถใช้บริการกองทุนส่วนบุคคล-ยุคใหม่ได้เช่นกัน”


แต่ “กองทุนส่วนบุคคล” ก็ยังไม่ใช่เหมาะกับทุกคน แต่เป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีแนวทางลงทุนชัดเจน มีความมั่งคั่งสูงเป็นสำคัญ



ผลประกอบการของ “บลจ.”...ไม่เกี่ยวกับ “ผลตอบแทน” ของกองทุน

ไม่ว่าจะเป็น “กองทุนรวม” หรือ “กองทุนส่วนบุคคล” ก็ตาม ต่างก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์” (ก.ล.ต.) ด้วยกันทั้งคู่ และมีการแยก “กองทุน” ออกจากตัว “บลจ.” อย่างชัดเจน


ดังนั้น ผลประกอบการของ “บลจ.” จะ กำไร หรือ ขาดทุน ก็จะเป็นคนละส่วนกับผลตอบแทนของ กองทุน ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงแต่ประการใด ข้อมูลฐานะการเงินเป็นผลการดำเนินงานทางธุรกิจแต่ละบลจ. ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับผลการบริหารกองทุนภายใต้การจัดการของแต่ละบลจ.แต่ประการใด


ในอดีต บลจ.ต่างชาติที่ทำธุรกิจขาดทุนมาเป็น 10 ปี ก็ยังสามารถบริหารกองทุนได้ แต่ปัจจุบันทั้ง 2 บลจ.นั้น ก็ยกธงขาวอำลาไปแล้ว ขายให้บลจ.อื่นรับช่วงไปแทน เพราะต้องไม่ลืมว่า การทำธุรกิจก็มุ่งแสวงหาผลกำไรเช่นเดียวกัน ดังนั้น แม้ผลกระทบทางตรงจะไม่มี แต่ถ้าธุรกิจ ขาดทุน ก็ส่งผลกระทบทางอ้อมได้เช่นเดียวกัน เพราะจะบริหารกองทุนให้ได้ดีต้องลงทุนในทรัพยากรต่างๆ มากมายทั้งคนและระบบ เป็นต้น


“ปัจจุบันหลาย บลจ.ก็ยังมีผลประกอบการ ขาดทุน อยู่ รวมถึง บลจ.ยุคใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวกันมาด้วยเช่นกัน ในส่วนของบลจ.ยุคใหม่นั้น อาจมีผลขาดทุนในช่วงแรก เพราะลงทุนไปเยอะโดยเฉพาะเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้บริการลูกค้าด้วยวงเงินที่ต่ำและค่าธรรมเนียมที่ถูกได้ ต้องใช้เวลากว่าในการถึง จุดคุ้มทุน เป็นต้น แต่ไม่เกี่ยวข้องกับพอร์ตลงทุนของลูกค้า ดังนั้น นักลงทุนสบายใจได้”


แล้ว “กองทุนรวม” หรือ “กองทุนส่วนบุคคล” แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

####
สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us