“แม่ทองสุก” เผยทองคำเป็น “ตลาดกระทิง” ชี้ตอนนี้คือจังหวะ “น่าลงทุน” ลุ้นปี 66 ราคาทำนิวไฮแตะ 35,000 บาท
แม่ทองสุก เชื่อราคาทองคำไทยมีโอกาสแตะ 35,000 บาทต่อบาททองคำ ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ประเมินระยะกลางถึงยาวเป็น Bull Run รับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย-เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หนุนความต้องการลงทุนทองคำพุ่งต่อเนื่อง
นายแพทย์ กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ว่า ภาพรวมราคาทองคำปีนี้อยู่ในลักษณะของ ตลาดกระทิง หรือ Bull Run โดยประเมินช่วง 1-2 เดือนนี้มีโอกาสที่ราคาทองคำจะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้
โดยมีปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้แม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างวิกฤตธนาคาร ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาหยุดขึ้นดอกเบี้ยเป็นช่วงๆ ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพราะหากขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงต่อเนื่อง น่าจะกระทบกับระบบการเงินของสหรัฐที่ยังมีความเปราะบาง
เพราะแม้จะปิดธนาคารไปแล้ว 3 ธนาคาร แต่ยังคงมีผลกระทบกับธนาคารขนาดเล็กอยู่ ซึ่งประเด็นตรงนี้นำมาสู่การเก็บหรือความเชื่อมั่นที่จะเข้าลงทุนในทองคำมากขึ้น ดังนั้นจึงเห็นว่าแม้เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 2,080 เหรียญได้
ปัจจุบันราคาทองคำอยู่ในระหว่างการปรับตัว เนื่องจากอยู่ระหว่างรอตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ทยอยประกาศ โดยเฉพาะวันนี้จะมีการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า CPI เมื่อเทียบรายเดือนจะออกมาเพิ่มขึ้นจากเดิม ขณะที่ CPI เทียบรายปีคาดว่าจะออกมาใกล้เคียงเดิม และ CPI พื้นฐาน คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบรายเดือน
ทั้งนี้ หากตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อาจส่งผลให้ราคาทองคําสามารถทรงตัว หรือปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้ ในทางกลับกันหากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมาก อาจกดดันให้ราคาทองคําปรับตัวลดลงอีกครั้ง
ประเด็นดังกล่าวเป็นได้ทั้งวิกฤตหรือเป็นโอกาสในระยะสั้น แต่ระยะกลางถึงระยะยาว น่าจะเห็นราคาทองคำค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง จากภาวะที่เฟดอาจหยุดการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งนำมาสู่ความน่าสนใจในการลงทุนทองคำ
ขณะเดียวกันตลาดกำลังคิดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอาจชะลอตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยในปลายปีนี้ ซึ่งหากเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยจริงจะยิ่งส่งผลบวกต่อราคาทองคำ เพราะว่าการอ่อนตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนำมาสู่การอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแน่นอน เพราะการจะหยุดเงินเฟ้อให้ได้ เศรษฐกิจจะต้องเริ่มชะลอตัว และเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวทองคำก็จะยิ่งดีดตัวสูงขึ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นนักลงทุนทั่วไปหรือธนาคารกลางทั้งทุกแห่งในโลกก็เพิ่มน้ำหนักในการลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
โดยแนวโน้มราคาทองคำ ประเมินระยะสั้นกรอบแนวรับสำคัญจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 เหรียญ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ประมาณ 2,080 เหรียญ ทั้งนี้ หากราคาทองคำสามารถทะลุผ่านแนวต้านที่ 2,080 เหรียญไปได้ มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 2,100-2,200 เหรียญ
สำหรับราคาทองคำในประเทศ จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง จนหลุด 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ราว 33.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะฉะนั้นจึงทำให้ราคาทองคำไทยปรับตัวขึ้นไม่ได้เยอะเท่ากับทองคำของตลาดโลก โดยราคาทองคำไทยปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในสัปดาห์ก่อนที่บริเวณ 32,850 บาทต่อบาททองคำ ปัจจุบันอยู่ที่ราว 32,600 บาทต่อบาททองคำ
ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าราคาทองคำไทยจะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ เพราะว่าถึงแม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่การขึ้นของราคาทองคำตลาดโลกมักจะเร็วกว่าการแข็งค่าของค่าเงินบาท ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ราคาทองคำไทยจะไปแตะที่ระดับ 33,000 บาทต่อบาททองคำ หรือ 34,000-35,000 บาทต่อบาททองคำได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอยากให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำ เพราะการลงทุนในหุ้นลดความน่าสนใจลง จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อีกทั้งยังมีปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อหนุน ดังนั้นในปีนี้จึงมองว่าระยะกลางถึงระยะยาวทองคำมีโอกาสที่จะเป็น Bull Run ได้
