“RMF-SSF” กลุ่มเทคฯ แรงสุดครึ่งแรกปี23... แชมป์กลุ่มสาย “Blockchain” ผลงานเฉลี่ยกว่า 100% !!!
Wealthy Way: หนึ่งในการลงทุนที่คนทำงานและมีหน้าที่เสียภาษีต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ นั่นก็คือ “กองทุนประหยัดภาษี” นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันก็มี 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) และ “กองทุนรวมเพื่อการออม” (SSF)
เพราะไม่เพียงจะได้ใช้ในการลดหย่อนภาษีเป็นของแถมแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีจากการลงทุนหลักอีกด้วย
รู้หรือไม่?... ช่วงครึ่งแรกปี23 “RMF-SSF” ที่ทำผลงานดีสุด ทำผลตอบแทนได้กว่า 100% เลยทีเดียว !!!
ส่วนกองทุนที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ก็โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ยทะลุ 50% ถ้วนหน้า (ใครลงทุนไว้คงยิ้มหน้าบานไปตามๆ กัน)
หลายคนคงอยากรู้ว่าเป็นกองทุนกองไหนกันบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้สรุปเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
Top5 "RMF-หุ้น" ทำผลตอบแทนครึ่งแรกปี23 เฉลี่ย 53.54%...“ASP-DIGIBLOCRMF” แชมป์กลุ่ม +97.93%
ทั้ง “RMF-SSF” มีข้อดี คือ มีหลากหลายนโยบายให้เลือกลงทุนตั้งแต่เสี่ยงต่ำไปจนถึงเสี่ยงสูง มีทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เลือกลงทุนได้ตามอัธยาศัยให้เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยง ตลอดจนสามารถนำไปจัดเป็นพอร์ตการลงทุนเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเกษียณของตัวเองได้อย่างสบาย ซึ่งผลตอบแทนก็จะแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงเช่นกัน
สำหรับ “กอง RMF” นั้น ในช่วงครึ่งแรกปี23 ทำผลตอบแทนได้ตั้งแต่ -17.16% ถึง 97.93% หรือต่างกันอยู่ 115.09% โดยกองทุนที่มีผลงานแย่สุดเป็น “กองหุ้นไทย” ส่วนกอง RMF ที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรกเป็น “RMF-หุ้น” ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นต่างประเทศทั้งหมด และทั้งหมดเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งทั้ง 5 กองทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +53.54%


โดย 5 กอง “RMF” ที่มีผลงานดีสุดช่วงครึ่งแรกปี23 ประกอบด้วย
1) “ASP-DIGIBLOCRMF” ของบลจ.แอสเซท พลัส ทำผลตอบแทนครึ่งปีแรกได้สูงสุด +97.93% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนในบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Companies) และ/หรือบริษัทที่มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจและ/หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบสินทรัพย์ดิจิทัล และ/หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ผ่านกองทุนและหุ้นต่างประเทศโดยตรง
2) “TNEXTGENRMF-A” ของบลจ.ทิสโก้ ทำได้ +46.36% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนในธุรกิจเกี่ยวข้องกับธีม Next Generation Internet ผ่านกองทุนหลัก ‘ARK Next Generation Internet’
3) “MEGA10RMF” ของบลจ.ทาลิส ทำได้ +44.98% เป็นกลุ่ม “US Equity” ที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่จดทะเบียนซื้อขายใน NYSE / NASDAQ ซึ่งเป็นผู้นำในด้านตราสินค้า (Brand Value) จากการจัดอันดับโดยสถาบันจัดอันดับตราสินค้า (Brand) ระดับสากล และคัดเลือกจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) และที่มีสภาพคล่องสูงสุด10 บริษัทแรก
4) “KFGTECHRMF” ของบลจ.กรุงศรี ทำได้ +41.73% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาหรือใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยเน้นบริษัทที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีทั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก ‘T.Rowe Price Funds SICAV - Global Technology Equity Fund(Class Q)’
5) “TTECHRMF-A” ของบลจ.ทิสโก้ ทำผลตอบแทนครึ่งปีแรกได้ +36.69% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนเพื่อให้สร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี ‘S&P North American Expanded Technology Sector’ ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares Expanded Tech Sector ETF’
Top 5 "SSF" ทำผลตอบแทนครึ่งแรกปี23 เฉลี่ย 56.50%...“ASP-DIGIBLOC-SSF” แชมป์กลุ่ม +103.35%
ในส่วนของ “กอง SSF” ในช่วงครึ่งแรกปี23 นั้น ทำผลตอบแทนได้ตั้งแต่ -22.60% ถึง 103.35% หรือต่างกันถึง 125.95% ซึ่งกองที่มีผลงานแย่สุดเป็น “กองหุ้นเทคจีน”
สำหรับกอง SSF ที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรกมีนโยบายลงทุนในหุ้นต่างประเทศทั้งหมดเช่นกัน และทั้งหมดเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งทั้ง 5 กองทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +56.50%
โดย 5 กอง “SSF” ที่มีผลงานดีสุดช่วงครึ่งแรกปี23 ประกอบด้วย
1)“ASP-DIGIBLOC-SSF” ของบลจ.แอสเซท พลัส ทำผลตอบแทนครึ่งปีแรกได้สูงสุด +103.35% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนในบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Companies) และ/หรือบริษัทที่มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจและ/หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบสินทรัพย์ดิจิทัล และ/หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ผ่านกองทุนและหุ้นต่างประเทศโดยตรง

2) “SCBSEMI(SSFE)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ทำได้ +46.72% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนในหุ้น และตราสาร depository receipts ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ในอุตสาหกรรม Semiconductor ผ่านกองทุนหลัก ‘VanEck Semiconductor UCITS ETF’
3) “TNEXTGEN-SSF” ของบลจ.ทิสโก้ ทำได้ +46.70% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนในธุรกิจเกี่ยวข้องกับธีม Next Generation Internet ผ่านกองทุนหลัก ‘ARK Next Generation Internet’
4) “MEGA10-SSF” ของบลจ.ทาลิส ทำได้ +43.65% เป็นกลุ่ม “US Equity” ที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่จดทะเบียนซื้อขายใน NYSE / NASDAQ ซึ่งเป็นผู้นำในด้านตราสินค้า (Brand Value) จากการจัดอันดับโดยสถาบันจัดอันดับตราสินค้า (Brand) ระดับสากล และคัดเลือกจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) และที่มีสภาพคล่องสูงสุด10 บริษัทแรก
5) “SCBNEXT(SSFE)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ทำผลตอบแทนครึ่งปีแรกได้ +42.09% เป็นกลุ่ม “Technology Equity” ที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัททั้งในประเทศสหรัฐและประเทศอื่นๆ ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตแห่งอนาคต (next generation internet) ผ่านกองทุนหลัก ‘ARK Next Generation Internet ETF’
ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าเรื่องของ “การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน ไม่ใช่การทุ่มเงินทั้งหมดไปในสินทรัพย์ประเภทหนึ่งประเภทใดเพียงอย่างเดียว อย่างครึ่งแรกปี23 ที่ผ่านมา “ผลตอบแทนรวมหุ้นไทย” (SET TRI) ดิ่งไป -8.27% ขึ้นทำเนียบตลาดผลงานแย่ของโลก แต่ใครที่แบ่งเงินลงทุนไว้ลงทุนในหุ้นต่างประเทศบางส่วน โดยเฉพาะใน “RMF-SSF” ที่ดีสุด 5 อันดับแรกนี้ ผลตอบแทนที่ได้เฉลี่ยระดับ 50% ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
