“หุ้นกู้มีปัญหา” มูลค่ารวม 3.98 หมื่นล้านบาท ไม่ถึง 1% ของหุ้นกู้ทั้งหมด มั่นใจไตรมาส4/23 ไม่มี “Default” เพิ่มอีก !!!
Wealthy Way: ในช่วงที่ผ่านมา “หุ้นกู้” ได้ก้าวเข้ามาเป็นทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่เข้าปี23 มานี้ก็มี “Default” เกิดขึ้นในหุ้นกู้มาเขย่าตลาดกันไปพอสมควร ทั้ง ALL, STARK และล่าสุด JKN
แต่ถ้ามองในภาพรวมของ “หุ้นกู้มีปัญหา” ณ 30 ก.ย. 23 นั้น มีมูลค่าคงค้าง 3.98 หมื่นล้านบาท ไม่ถึง 1% ของตลาดหุ้นกู้ที่มีมูลค่าคงค้างอยู่ 4.89 ล้านล้านบาท
มองในแง่ดี “ตลาดหุ้นกู้ของไทย” เองส่วนใหญ่เป็นระดับลงทุนได้ (Investment Grade) เป็นส่วนใหญ่ กว่า 90% เป็นกลุ่ม High Yield ประมาณ 10% เท่านั้น
ซึ่งนักลงทุนที่ลงทุนใน High Yield เป็นกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่เป็นสำคัญ ดังนั้น ตลาดนี้ก็ถือว่าค่อนข้างจำกัดและนักลงทุนก็ต้องเข้าใจและรับความเสี่ยงได้สูงเช่นเดียวกัน
มองไปในไตรมาสที่4/23 ทาง “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) มั่นใจว่าจะไม่มี “Default” เกิดขึ้นมาเพิ่มเติมอีก ในภาพรวมสถานการณ์ถือว่าดีขึ้น แต่ก็ยังคงต้องจับตาตลาดใกล้ชิดต่อไป วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาอัพเดทให้ฟังกัน
“High Yield” เป็นทางเลือกหนึ่ง...สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจและรับความเสี่ยงได้
โดย “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดกรณี “Default” ขึ้นมาติดๆ กันก็ทำให้ตลาด “หุ้นกู้” เองดูจะขายยากกว่าเดิม แต่ที่ออกมาแล้วคนสนใจจองล้นหลามก็ยังมีให้เห็นเช่นกัน แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าปีนี้การออกหุ้นกู้ในทุกเครดิตเรทติ้งปรับตัวลดลง ซึ่งนอกจากประเด็นเรื่อง “ความกังวล” ของนักลงทุนแล้ว เหตุผลหลักที่สำคัญกว่าอาจจะมาจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในไทยเองทำให้ต้นทุนการเงินปรับตัวสูงขึ้น บริษัทที่มีความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินก็อาจไปใช้สินเชื่อแบงก์แทน ในส่วนของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกระแสเงินสดดี ก็อาจชะลอการออกไปก่อน หรือเมื่อสำรวจตลาดแล้วพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดต้องการสูงเกินไปก็ไม่คุ้มที่จะออก เป็นต้น

(อริยา ติรณะประกิจ)
“ในมุมของนักลงทุนก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ในมุมของบริษัทผู้ออกเองก็ต้องพิจารณาถึงต้นทุนด้วยเช่นกัน ในกลุ่มของ Investment Grade คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ส่วนของ High Yield นั้น อาจจะขายยากขึ้นหน่อย ดอกเบี้ยที่ให้กัน 6 – 7% ก็ถือว่าสูง แต่ถ้าจะกระโดดไปเกิน 8% แบบนั้น ตลาดก็อาจจะกังวลได้เช่นเดียวกัน ก็ถือเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุน เพราะคงไม่ใช่ว่าพอเป็น High Yield แล้วจะไม่ดี High Yield ที่จ่ายดอกเบี้ยได้ไม่มีปัญหาก็มีอีกมากเช่นกัน”
“หุ้นกู้มีปัญหา” มูลค่ารวม 3.98 หมื่นล้านบาท ไม่ถึง 1% ของหุ้นกู้ทั้งหมด
สิ้นไตรมาสที่3/23 มูลค่าคงค้างของหุ้นกู้อยู่ที่ 4.89 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากสิ้นปี22 ส่วน “หุ้นกู้ที่มีปัญหา” นั้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามตลาดหุ้นกู้ที่เติบโตมากขึ้นด้วยเช่นกัน หากย้อนไปดูในช่วงก่อน COVID-19 ตัวเลขสิ้นปี19 นั้น หนี้ที่มีปัญหามีมูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนสิ้นไตรมาส3/23 มีมูลค่าประมาณ 3.98 หมื่นล้านบาท อาจจะดูเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไปเทียบกับมูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ทั้งระบบ สัดส่วนยังไม่ถึง 1% เลย หากไปเทียบกับ NPL ในระบบแบงก์ตัวเลขยังสูงกว่านี้
ทั้งนี้ หุ้นกู้ที่มีปัญหาประกอบด้วย “ปรับโครงสร้างหนี้” (Restructure) 13 บริษัท มูลค่า 12,172 ล้านบาท ได้แก่ CHO, CISSA, CGD, GCAP, IRIS, JCKD, JCK, PPH, PHUKET, PPPM, SNW, TBTZ และ WGH


“ผิดนัดชำระหนี้” (Default) 7 บริษัท มูลค่า 21,843 ล้านบาท ได้แก่ ACAP, ALL, APEX, DR, IFEC, JKN, และ STARK
“ล้มละลาย” (Bankruptcy) 1 บริษัท มูลค่า 5,750 ล้านบาท ได้แก่ EARTH
“มองไปในไตรมาสที่4/23 เชื่อว่าภาพรวมสถานการณ์ดีขึ้น ทุกฝ่ายได้เรียบรู้และไม่น่าจะมี Default เกิดขึ้นอีก โดยไตรมาส4/23 มีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดทั้งสิ้น 156,750 ล้านบาท เป็นกลุ่ม High Yieldประมาณ 15% คิดเป็นมูลค่า 22,830 ล้านบาท ที่เหลือ 85% มูลค่า 133,919 ล้านบาท เป็นกลุ่ม Investment Grade”
ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ FIN, PROP, ICT, COMM และ ENERG โดยกลุ่ม PROP จะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนของ High Yield คิดเป็นสัดส่วนมากสุดประมาณ 39% ที่จะครบกำหนด ตรงนี้ก็อาจจะต้องเฝ้าจับตาดูด้วยเช่นกัน แต่ถ้ามองภาพของหุ้นกู้ที่มีปัญหาในภาพรวมแล้วก็มีกระจายไปในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้จำเพาะอยู่ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมใดหนึ่งเท่านั้น
“ในปีหน้าทางสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเอง จะเสนอกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้มีหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้ออกหุ้นกู้ในกลุ่ม High Yield ได้มีวินัยทางการเงินการคลังมากขึ้น จากเดิมที่ไม่มีอะไรคุมไว้เลย ต่อไปก็อาจจะมีกำหนดในบางเรื่องเอาไว้ในข้อกำหนดสิทธิ เช่น สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต้องไม่เกินเท่าไร เงินที่ระดมได้จะเอาไปใช้ในวัตถุประสงค์อะไร ระบุให้ชัดให้มีมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยปกป้องนักลงทุนด้วยระดับหนึ่ง”
