“สถาบันการเงิน” ชั้นนำโลก มองบวก “ทองคำ” ปี24… “Goldman Sachs” & “JPMorgan” ให้เป้าสูงทะลุ 2,100 ดอลล์ !!!
Wealthy Way: “ทองคำ” กลับมาอยู่ในเรดาร์การลงทุนอีกครั้ง หลัง “สงคราม” อิสลาเอล-กลุ่มฮามาสปะทุขึ้นมาและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้
แต่ก่อนที่จะมีสงครามเกิดขึ้นมา มุมมองต่อทิศทางราคาทองในปีหน้า ก็เป็นไปในเชิงบวกอยู่แล้ว หลังจากที่ประเมินว่า Bond Yield สหรัฐน่าจะผ่านจุดสูงสุดและมีแนวโน้มค่อยๆ ลดลงได้ในปีหน้า แต่ “สงคราม” ก็เหมือนเป็นปัจจัยหนุนที่ผลักให้ราคาไปได้เร็วขึ้น
“สถาบันการเงิน” ชั้นนำของโลกมองราคาทองคำปีหน้าไว้เฉลี่ย 2,000 – 2,100 ดอลลาร์ทรอยออนซ์ เรียกว่าอัพไซด์ยังมีแต่ก็ไม่ได้หวือหวาอะไร ในขณะที่ “World Bank” และ “IMF” ให้ราคาเฉลี่ยปีหน้าไว้ต่ำกว่าที่ระดับ 1,700 – 1,775 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์
อย่างไรก็ตาม มองไปในปี24 ทิศทางราคาทองคำ Upside ยังมี แล้วตลาดมองราคาทองปีหน้าไว้กันยังไง ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

“สถาบันการเงิน” ชั้นนำโลกมองบวก “ทองคำ” ปี24…“Goldman Sachs” & “JPMorgan” ให้เป้าสูงทะลุ 2,100 ดอลล์
“ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก และคนทั่วโลกให้การยอมรับในการใช้แลกเปลี่ยนได้ มีทองไปที่ไหนในโลกก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที ถ้าเปรียบเป็น “สกุลเงิน” ทองคำก็เป็นสกุลเงินที่ไม่มีใครในโลกปฏิเสธ
“แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีเงินปันผล แต่มีติดไว้ในพอร์ตการลงทุนก็มีประโยชน์ช่วยกระจายความเสี่ยง และทำให้สุขภาพของพอร์ตดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี หรือมีสงครามเกิดขึ้น เหมือนช่วงที่ผ่านมา สินทรัพย์อื่นอย่างหุ้นอาจจะปรับตัวลง คนก็จะวิ่งออกจากสินทรัพย์เสี่ยงกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย ที่เรียกว่า ‘Safe Heaven’ อย่าง ‘ทองคำ’ นั่นเอง”
ทั้งนี้ เหล่า “สถาบันการเงิน” ชั้นนำของโลก ต่างมองทองคำในปีหน้าเชิงบวก เริ่มกันที่สถาบันที่เป็นกลางอย่าง “World Bank” และ “IMF” ให้ไว้เฉลี่ยทั้งปีที่ 1,700 และ 1,775 ดอลลาร์/ทรอยซ์ออนซ์ ตามลำดับ
ส่วน “ABM AMRO”, “City Group” และ “CommerzBank” มองเป้าหมายปีหน้าไว้ที่ 2,000, 2,040 และ 2,075 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ตามลำดับ
ในขณะที่คนที่มองบวกค่อนข้างมาก ได้แก่ “Goldman Sachs” คาดว่าราคาทองในปีหน้าจะแตะ 2,133 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ เช่นเดียวกันกับ “JPMorgan Chase & Co.” ที่คาดว่าราคาทองปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 2,175 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ เช่นเดียวกัน
7 ปัจจัย กำหนด “ราคาทองคำโลก”…แนะมีไว้ติดพอร์ต “ช่วยกระจายความเสี่ยง”
ทั้งนี้ ยังพบว่ามีปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาส่งผลต่อ “ราคาทองคำ” ด้วย ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 7 ปัจจัย ดังนี้
1.ค่าเงินดอลลาร์: มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับ “ราคาทองคำ” ถ้าค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ทองก็จะขึ้น แต่ถ้าดอลลาร์แข็งค่าเมื่อไร ราคาทองก็จะปรับตัวลง
2.เงินเฟ้อ: ทองคำจัดเป็นสินทรัพย์ที่ “ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดี” (Inflation Hedge) จึงรักษามูลค่าของตัวเองเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ไม่เจอด้อยค่าโดยเงินเฟ้อไปแต่ประการใด โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับเงินเฟ้อ ถ้าเงินเฟ้อสูง ราคาทองก็จะสูงด้วยเช่นกัน และถ้าเงินเฟ้อต่ำ ราคาทองก็จะต่ำ
3.Demand-Supply: เป็นไปตามปริมาณความต้องการซื้อ (Damand)-ขาย (Supply) ของทองคำว่าเป็นยังไง ถ้า Demand > Supply ก็จะผลักราคาทองคำขึ้น ในทางตรงข้ามถ้า Demand < Supply ราคาก็จะลง

“โดย Demand หลักของทองคำจะมาจาก 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคเครื่องประดับ, ภาคการลงทุน, ภาคอุตสาหกรรม และนอกจากนี้ยังมีความต้องการถือทองคำจากธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกด้วย ส่วนฝั่งของ Supply เองนั้น 4 กลุ่มใหญ่หลักๆ ได้แก่ เหมืองทอง, ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก, กองทุนทองคำ และปริมาณทองคำเก่าๆ ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบนั่นเอง”
4.สงคราม: ความขัดแย่งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อราคาทองคำ การมีสงครามเกิดขึ้นก็เช่นกัน นักลงทุนจะหันไปถือทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแทน
5.ดอกเบี้ย: มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับ “ราคาทอง” เนื่องจากทองคำไม่มีการให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ดังนั้น ถ้าดอกเบี้ยสูงขึ้น คนก็จะหันไปลงทุนเพื่อรับดอกเบี้ยแทน แต่ถ้าดอกเบี้ยปรับตัวลง คนก็จะหันกลับมาถือทองคำแทน
6.ราคาน้ำมัน: มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับราคาทอง เนื่องจากน้ำมันเป้นองค์ประกอบหนึ่งที่จะส่งผลต่อตัวเงินเฟ้อ น้ำมันขึ้น เงินเฟ้อก็จะมา ทองคำก็จะปรับตัวขึ้น ในทางตรงข้ามเมื่อน้ำมันลง เงินเฟ้อลง ราคาทองก็จะย่อลงตาม
7.เศรษฐกิจ: ถ้าเศรษฐกิจดี บริษัทกำไรดี การลงทุนในหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนดีและน่าสนใจกว่าทองคำ แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี หุ้นไม่ดี ทองคำก็จะเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในฐานะของสินทรัพย์ปลอดภัยนั่นเอง
“โดยแต่ละช่วงปัจจัยที่มากระทบราคาทองอาจจะมีอิทธิพลต่อราคาทองคำแตกต่างกันไป ก็อยู่ที่ว่าปัจจัยที่ส่งผลบวกหรือลบจะมากกว่ากัน ก็จะเป็นตัวที่ผลักราคาทองให้ไปในทิศทางนั้นๆ”
“ทองคำ” เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่ควรมีติดพอร์ตเอาไว้ไม่เกิน 10-15% ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนได้ เนื่องจากราคาทองคำมักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “หุ้น” นั่นเอง
