“Asset Allocation” หัวใจของการสร้าง “ผลตอบแทน”... เปิดใจสู่ “สินทรัพย์ตปท.” เหตุ - “หุ้นไทย” ไม่ตอบโจทย์ !!!

Wealthy Way: ปัจจุบันการจะสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป การลงทุนระยะยาวในหุ้นยังสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ จริงหรือ?


หลังผลงาน “กองหุ้นไทย” หรือ “กองหุ้นจีน” ระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา ไม่ไปไหน ผลตอบแทนน่าผิดหวังไม่ต้องตามทฤษฎี จนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ “กองทุนไทยยั่งยืน” (ThaiESG) เอง ขายได้ไม่ปังในช่วงที่ผ่านมา นอกเหนือจากระยะเวลาขายที่น้อยเกินไป เป็นต้น


“การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ยังใช้ได้จริงหรือ? หลังในช่วงวิกฤติทุกสินทรัพย์พร้อมใจกันปรับตัวลง เล่นเอาความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอนไปด้วยเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม Asset Allocation” ยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำคุณสู่ความสำเร็จและตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอยู่นั่นเอง วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย


ไม่มีสินทรัพย์ใด...จะ “ดี” หรือ “แย่” ตลอดไป

การลงทุนไม่ใช่การแทงหวย อย่าไปทุ่มลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งทั้งหมด โดยหวังว่าจะโชคดี เหมือนแทงหวยถูกแล้วได้ผลตอบแทนมากๆ รวยจนตั้งตัวได้ไปเลยในครั้งเดียว (อันนี้หวังจากหวยว่ายากแล้ว...หวังจากการลงทุนอาจยากยิ่งกว่า)


เพราะหากย้อนดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน “ดีสุดในแต่ละปี” ก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน “แย่สุดในแต่ละปี” ด้วยเช่นกัน จากข้อมูลของ J.P. Morgan Asset Management พบว่า ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมานั้น สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีสุดในแต่ละปี ได้แก่


-ปี2019 ได้แก่ “หุ้นใหญ่” (S&P500) +31.5%

-ปี2020 ได้แก่ “หุ้นเล็ก” (Russell2000) +20.0%

-ปี2021 ได้แก่ REITs” (NAREIT Equity REIT Index) +41.3%

-ปี2022 ได้แก่ “สินค้าโภคภัณฑ์” (Bloomberg Commodity Index) +16.1%

-ปี2023 ที่เพิ่งผ่านมา ได้แก่ “หุ้นใหญ่” (S&P500) +26.3%



“จะเห็นว่า สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีสุดก็เปลี่ยนไปทุกปี และสินทรัพย์ที่เคยให้ผลตอบแทนดีสุดก็สามารถกลับมาให้ผลตอบแทนแย่สุดได้เช่นกัน เหมือน REITs ในปี2020 และ 2022 และสินค้าโภคภัณฑ์ในปี2023 ที่ผ่านมา เป็นต้น จากสถิติดังกล่าวสะท้อนว่า หากนักลงทุนทุ่มลงทุนในสินทรัพย์เพียงสินทรัพย์เดียว แล้วมองผลตอบแทนจากในอดีต (ในปีที่ผ่านมา) โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องในปีที่ลงทุน ก็มีความน่าจะเป็นน้อย เข้าตำรา Behind the Curve ไปเท่านั้นเอง”


และที่สำคัญ ไม่มีใครรู้ว่าที่สุดแล้วปีนี้ สินทรัพย์ไหนจะมาดีสุด “การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) จึงยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้เป็นอย่างดี แม้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็สะท้อนภาพเช่นเดียวกันนั้น ว่า Asset Allocation จะไม่ลงไปทำผลตอบแทนที่แย่สุด แม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นไปทำผลตอบแทนสูงสุดก็ตาม แต่ก็รักษาระดับผลตอบแทนที่อยู่ระหว่างกลางๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นเพียงพอสำหรับการตอบโจทย์ของความสม่ำเสมอในระยะยาวของผลตอบแทนได้


“โดยเฉพาะในปีนี้ที่ภาพรวมผลตอบแทนของกลุ่ม ตราสารหนี้โลก ปรับตัวสูงขึ้นกว่าในอดีตและยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงในอนาคต การผสมตราสารหนี้โลกเข้ามาไว้ในพอร์ต ก็ดูสมเหตุผลมากขึ้นในการกระจายการลงทุน ไม่เหมือนในอดีตที่ผลตอบแทนต่ำจนอาจไม่คุ้มค่าที่จะจัดเข้ามาไว้ในพอร์ตการลงทุนของตัวเอง


“หุ้นไทย” อย่างเดียวไม่เพียงพอ...เปิดใจสู่ “สินทรัพย์ตปท.” เพิ่มโอกาสสร้างความมั่งคั่งให้พอร์ตการลงทุน

“หุ้นไทย” ถือว่าผลตอบแทนในภาพรวมค่อนข้างน่าผิดหวังในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนระยะยาว 7 ปี 10 ปี ดูจะไม่ตอบโจทย์ความมั่งคั่งได้ตามทฤษฎี “กองหุ้นไทย” ในภาพรวมผลตอบแทนระยะยาว 7 ปี 10 ปี ยังถือว่าแย่ จนนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจว่า...สุดท้ายลงทุนระยะยาวในหุ้นยังสร้างผลตอบแทนที่ดีได้จริงหรือ?


ถ้าเปิดใจให้กว้าง...แล้วมองออกไปใน “ต่างประเทศ” จากสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่าน “หุ้น” ก็ยังเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีโดยเปรียบเทียบอยู่นั่นเอง เพียงแต่เราอาจจะต้องขยับปรับพอร์ตหุ้นของตัวเอง ออกจาก Comfort Zone ใน “ตลาดหุ้นไทย” กระจายไปยัง “หุ้นต่างประเทศ” หรือ “สินทรัพย์ต่างประเทศ” เพิ่มมากขึ้น โดยที่สำคัญยังต้องเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยเช่นกัน


ทั้งนี้ “การจัดสรรเงินลงทุน” ประกอบไปด้วย 4 ส่วน สำคัญ ได้แก่

-กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน คือลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนอสังหาริมทรัพย์, การลงทุนทางเลือก เป็นต้น


-กระจายลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ไม่จำกัดแค่กลุ่มใดๆ กลุ่มหนึ่ง เช่น เทคโนโลยี, สุขภาพ, การเงิน เป็นต้น


-กระจายข้ามตลาด ประเทศ และค่าเงินทั่วโลก คือแบ่งเงินกระจายไปลงทุนในต่างประเทศด้วย


-กระจายช่วงเวลา ด้วยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะโอกาสการลงทุนมีอยู่เสมอ อย่าไปจับจังหวะตลาด


“ใครที่ไม่ได้กระจายการลงทุนไปใน ต่างประเทศ เลย โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ผ่านมา นั่นก็คือ โอกาสที่หายไป อย่างน่าเสียดาย และเพราะไม่มีใครรู้ว่าสินทรัพย์ไหนจะ “ดีสุด-แย่สุด” การกระจายการลงทุน (Asset Allocation) จึงยังสำคัญและให้ประโยชน์กับนักลงทุนได้จริงอยู่เสมอ (ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม)


โอกาสใน “หุ้นไทย” ไม่ใช่ไม่มี แต่โดยเปรียบเทียบก็มีสินทรัพย์อื่น ตลาดอื่น ที่น่าสนใจกว่าด้วยเช่นกัน การขยับไปสู่ “ต่างประเทศ” มีความสำคัญมากขึ้น และปัจจุบันก็สามารถทำได้โดยง่ายไม่ยากลำบากแต่ประการใดด้วย นี่จึงเป็นโอกาสที่ตอบโจทย์ความมั่งคั่งในระยะยาวให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณได้อย่างแท้จริง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us