“วัยกลางคน” ยังจำเป็นต้องลงทุน... สร้าง “สมดุลของพอร์ต” ตอบโจทย์เป้าหมายตัวเอง !!!

Wealthy Way: เรื่องของ “การลงทุน” ถือเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญของชีวิตเลยทีเดียว ในแต่ละช่วงวัยก็จะมีความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกันออกไป


ดังนั้น จึงควรเรียนรู้และนำมาปฏิบัติให้เหมาะสมกับในแต่ละช่วงวัยด้วยเช่นกัน เพื่อสร้างสังคมที่มีการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของเรื่อง “การวางแผนทางการเงิน” และหนึ่งในนั้น ก็คือเรื่องของ “การลงทุน” นั่นเอง


โดยเฉพาะใน “วัยกลางคน” (40 -50 ปี) ที่ผ่านโลกมามาก จะเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี


วันนี้ ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีคำแนะนำดีๆ เป็น “8 แนวทางลงทุน” ที่วัยกลางคนต้องรู้มาฝากกัน


8 แนวทางลงทุน
…ที่ “วัยกลางคน” (40 – 50 ปี) ต้องรู้

สำหรับ “วัยกลางคน” (40-50 ปี) ปกติมักไม่ค่อยเห็นคำแนะนำการลงทุนให้คนกลุ่มนี้สักเท่าไร หากแต่ไปโฟกัสในกลุ่ม “คนเริ่มทำงาน” หรือ “คนใกล้เกษียณ” เป็นหลัก ทั้งๆ ที่ ทุกช่วงวัยต่างต้องการแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองเช่นเดียวกัน


ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เปิดเผยผ่านรายงานว่า ความจริงใน “วัย 40-50 ปี” นั้นเป็นช่วงที่มีรายได้ค่อนข้างสูง มีความซับซ้อนและความต้องการทางการเงินที่สูงกว่าช่วงวัยอื่นๆ ทั้งการเก็บเงินเพื่อบุตรและเก็บเงินเพื่อรองรับการเกษียณในอนาคต นอกจากนี้แม้วัยกลางคนจะยังรับความเสี่ยงในตราสารทุนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีความลำบากทางการเงินอยู่มากที่ไม่สามารถหารายได้มาเพียงพอหรืออาจมีปัญหาสุขภาพทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และยังต้องดูแลผู้สูงอายุอีกด้วย จึงแนะนำ 8 แนวทางลงทุน” สำหรับนักลงทุน “วัยกลางคน” เอาไว้ ดังนี้


1.การลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถ เช่น การลงทุนเพื่อการศึกษา การอบรมสมนา เพื่อพัฒนาความรู้ความชำนาญ การติดตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และสร้างโอกาสในการหารายได้ที่เพิ่มขึ้นก่อนที่จะถึงวัยเกษียณอายุ


2.“สร้างสมดุล” ระหว่าง ‘การสะสมรายได้’ และ ‘เป้าหมายอื่นในชีวิต’ ทั้งนี้สำหรับคนที่มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาบุตรนับเป็นภาระที่ค่อนข้างมาก แต่ก็ต้องเตรียมสะสมเงินออมสำหรับยามเกษียณอีกด้วยภายใต้ระยะเวลาการทำงานที่เหลือน้อยลง ทำให้การวางแผนทางการเงินเพื่อเกษียณจำเป็นต้องใช้เวลาและวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 25-30 ปีก่อนเกษียณ


“สำหรับจำนวนเงินที่รองรับก็ควรจะต้องเตรียมไว้อย่างน้อย 25 เท่าของรายจ่ายที่ต้องการใช้ในยามเกษียณ นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญต่อเป้าหมายทางการเงินเพื่อเกษียณไว้เป็นลำดับแรกๆ เพราะหากอนาคตในยามใกล้เกษียณเกิดมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินในเรื่องอื่นก็จะทำให้เรามีสภาพคล่องเพียงพอในการรองรับได้”



3.ปกป้องสินทรัพย์ที่มี
เช่น ทำประกันอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ครอบคลุมภาระหนี้หรือมูลค่าสินทรัพย์เผื่อกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน หรือการทำประกันสุขภาพเพื่อรองรับการเจ็บป่วยในยามเกษียณ นอกจากนี้อย่าลืม ‘สำรองเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน’ กรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ออกจากงาน ซึ่งอย่างน้อยควรมีพอสำหรับรองรับไว้ใช้ได้นาน 3-6 เดือน


4.การเพิ่มเงินออมเพื่อรองรับการใช้จ่าย แม้วัยกลางคนจะเป็นช่วงที่สร้างรายได้ได้ค่อนข้างมาก แต่ก็เป็นช่วงที่มีรายจ่ายมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยเพิ่มเงินออมให้สูงขึ้นตามไปด้วยโดยอัตโนมัติก็คือการเพิ่มแผนการจ่ายเงินเข้า “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (PVD) ให้มากขึ้นนั่นเอง


5.การเพิ่มทางเลือกในการออมเงินสำหรับเงินเกษียณ นอกเหนือไปจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างแล้ว เพื่อให้มีเงินใช้อย่างเพียงพอในอนาคตนั้นการลงทุนผ่าน “กองทุนประหยัดภาษี” ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีของนักลงทุน


6.“บริหารความเสี่ยง” ของพอร์ตการลงทุน สำหรับการลงทุนในช่วงวัย 40-50 ปียังจำเป็นต้องลงทุนใน “สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง” เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงและสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคต ขณะที่ในวัย 50 ปีขึ้นไปอาจลงทุนใน “สินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ” เช่น ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี เพราะถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้นแต่ก็มีอัตราผลตอบแทนหรือ Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021


“นอกจากนี้ตราสารหนี้ยังช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีผลตอบแทนที่ดีได้ในยามที่ตลาดหุ้นไม่ดี รวมถึงหากมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องออกจากงานก่อนกำหนดเงินลงทุนในตราสารหนี้ก็ยังช่วยสร้างรายได้ในยามที่ตลาดหุ้นไม่ดีเช่นกัน”


7.พอร์ตโฟลิโอที่ใหญ่ไม่ได้แปลว่าต้องซับซ้อน เมื่อสินทรัพย์มีขนาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนอาจคิดว่าองค์ประกอบของการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอต้องมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น เพียงแค่ลงทุนในแบบที่ง่ายๆ โอกาสที่จะผิดพลาดจากการลงทุนยิ่งลดลง เช่น พอร์ตการลงทุนอาจประกอบไปด้วยการลงทุนในตราสารทุนในประเทศ ตราสารทุนต่างประเทศ และตราสารหนี้ เท่านี้ก็เพียงพอ


8.การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินให้เหมาะสมกับความต้องการ เมื่อชีวิตทางการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้นหรือใกล้ถึงวัยเกษียณแล้ว “การจ่ายเงินจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน” ก็ดูจะมีความจำเป็นและเหมาะสม เพราะอาจได้ข้อมูลเชิงลึกและได้รับคำปรึกษาในเรื่องที่ซับซ้อน เช่น การวางแผนภาษี


“อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีเงื่อนไขทางการเงินที่ซับซ้อนมากก็อาจเหมาะสมกับการจ่ายเงินค่าที่ปรึกษาการลงทุนแบบเป็นสัดส่วนตามมูลค่าทรัพย์สินในแต่ละปี แต่หากใครเพียงต้องการปรึกษาเป็นครั้งคราวก็อาจเหมาะสมกับการจ่ายเงินเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นรายครั้งไป”


เป็นยังไงกันบ้าง สำหรับ “8 แนวทางลงทุน” สำหรับ “วัยกลางคน” (40 – 50 ปี) ที่นำมาฝากกันในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us