“ผู้ประกอบการ” ควรทำความรู้จักกับ “แหล่งเงินทุนภายนอก”… เพื่อเลือกใช้อย่างเหมาะสม !!!
Where2put Ur Money: โดยปกติแล้ว ผู้ประกอบการมักจะใช้ “แหล่งเงินทุนจากภายใน” กิจการก่อนเป็นอันดับแรกในการดำเนินกิจการ แต่เมื่อเกิดความต้องการที่จะขยายกิจการให้เติบโต หรือมีเหตุจำเป็นใดๆ ขึ้นจนทำให้แหล่งเงินทุนภายในกิจการของตนเองไม่เพียงพอ ก็ถึงคราวที่ต้องเริ่มต้นพิจารณากันละว่า จะจัดหาเงินทุนจาก “แหล่งเงินทุนภายนอก” รูปแบบใดที่จะมาเสริมกิจการของตนให้สามารถพัฒนาเติบโต หรือดำเนินงานต่อไปได้ ทั้งนี้ “แหล่งเงินทุนภายนอก” หลักๆ ที่ควรรู้จักมีดังต่อไปนี้
- เงินกู้ยืมจากบุคคลอื่นๆ ที่รู้จัก: ไม่ว่าจะเป็นจากญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนฝูง ถือเป็นแหล่งเงินทุนอันดับแรกสุดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยปกติแล้ว ขนาดของเงินทุนที่ได้รับมักจะมีปริมาณค่อนข้างจำกัด แต่จะมีต้นทุนในรูปของดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่ต่ำ หรืออาจไม่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเลยก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้กู้ และผู้ให้กู้ว่าลึกซึ้งกันมากน้อยเพียงใด
“นอกจากนี้ ยังอาจรวมไปถึงการกู้ยืมจากนายทุนเงินกู้ หรือที่เรียกกันว่า ‘เงินกู้นอกระบบ’ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีหลังนี้ ผู้กู้จะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับผู้ประกอบการในการที่จะกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบนี้เพื่อมาทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ก็ตาม”
- เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน: โดยอาจเป็น “เงินกู้ยืมระยะสั้น” ที่สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน หรืออาจเป็น “เงินกู้ยืมระยะยาว” สำหรับใช้พัฒนาขยายกิจการให้เติบโตก็ได้ อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมรูปแบบนี้จะมีต้นทุนที่สูงกว่าการกู้ยืมจากบุคคลที่รู้จัก ซึ่งก็คือ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้แก่สถาบันการเงินผู้ให้กู้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้
“นอกจากนี้ การกู้ยืมรูปแบบนี้ส่วนใหญ่ยังคงมีความจำเป็นที่ผู้กู้จะต้องมี ‘หลักประกัน’ สำหรับไว้ใช้ในการค้ำประกันการกู้ยืม ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ก็ตาม ซึ่งจุดนี้ถือได้ว่าเป็นข้อจำกัดที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่มักจะขาดหลักประกันเพื่อใช้สำหรับค้ำประกันการกู้ยืมรูปแบบนี้”

- เงินอุดหนุนจากภาครัฐ: โดยหน่วยงานภาครัฐต่างๆ มักมีโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน หรือสนับสนุนเงินทุนให้เปล่าแก่ผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ภาครัฐกำหนดเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการได้รับมาซึ่งเงินอุดหนุนดังกล่าว
- “การร่วมทุน” หรือ “การหาพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมหุ้น”: ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล โดยมักเริ่มต้นจากการติดต่อทำธุรกิจ หรือทำการค้าร่วมกัน แล้วอีกฝ่ายหนึ่งเกิดเล็งเห็นว่า กิจการของผู้ประกอบการมีศักยภาพที่ดี หรือมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงในอนาคต จึงอยากที่จะติดต่อเพื่อขอเข้าร่วมหุ้น หรือร่วมทุนด้วยนั่นเอง แน่นอนว่า ผลจากการร่วมทุนนี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน โดยไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ยแต่อย่างใดแล้ว หากยังทำให้ผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือทางด้านการบริหารจัดการต่างๆ ตลอดจนได้รับการถ่ายทอดความรู้ และความเชี่ยวชาญจากพันธมิตรที่ได้เข้ามาร่วมทุนนั้นด้วย
“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ประกอบการจะได้รับทั้งเงินทุน และความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น แต่ก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของอำนาจการบริหารจัดการกิจการ ตลอดจนความหวาดระแวงในเรื่องของการถูกเข้าครอบงำกิจการจากผู้ที่เข้ามาร่วมทุนใหม่ด้วย”
- การระดมทุนโดยการออกจำหน่ายตราสารทางการเงิน: เพื่อจัดจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกโดยทั่วไป ซึ่งอาจอยู่ในรูปของการออกตราสารทุน เช่น หุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ (ซึ่งผู้ที่สนใจลงทุนซื้อจะเข้ามามีฐานะเป็นเจ้าของกิจการร่วมกันกับผู้ประกอบการ) หรือจะอยู่ในรูปของตราสารหนี้ เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน และหุ้นกู้ (ซึ่งผู้ที่สนใจลงทุนซื้อจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ) ก็ย่อมได้
“ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จะออกตราสารเหล่านี้ได้ต้องปฎิบัติตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ได้เสียก่อน นอกจากนี้ ข้อดี ข้อเสีย ตลอดจนต้นทุนในการออกจำหน่ายตราสารทางการเงินแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของตราสารที่กิจการออกจำหน่ายเพื่อใช้ในการระดมทุนในแต่ละครั้ง”
แน่นอนว่า ในการดำเนินธุรกิจใดๆ ก็ตาม จะหวังพึ่งแต่ “แหล่งเงินทุนภายในกิจการ” อย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรทำความรู้จักกับ “แหล่งเงินทุนภายนอก” กิจการแต่ละรูปแบบเพื่อที่จะได้เลือกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ตลอดจนสร้างความเจริญเติบโตให้แก่กิจการต่อไปในอนาคตได้นั่นเอง
