“ภาษีที่ประหยัดได้ คือ รายได้ที่เพิ่มขึ้น”... คิดเป็น “ผลตอบแทน” ตั้งแต่ 5 – 35% !!!
Wealthy Way: ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน นอกจาก “ความตาย” และ “ภาษี” เป็นวลีเด็ดของ “Benjamin Franklin” ที่ยังมีการหยิบยกมาพูดจวบจนปัจจุบัน
สะท้อนถึง 2 สิ่งที่คนเรายากจะหนีพ้นไปได้ แต่ “ความตาย” เจอครั้งเดียวในชีวิต ส่วน “ภาษี” เจอกันยาวๆ ไปเลย ตายแล้วถ้าบริหารจัดการไม่ดี “ตายแล้ว...ก็ยังอาจต้องเสียภาษี” ได้เช่นกัน
สำหรับ “ผู้มีเงินได้ถึงเกณฑ์” ก็ต้องเสียภาษี ถือเป็นหน้าที่และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถ “บริหารจัดการภาษี” เพื่อที่จะทำให้เสียภาษีน้อยลง หรือไม่เสียภาษีเลย หรือยังได้เงินภาษีที่จ่ายไว้เกินกลับคืนมาด้วยได้เช่นกัน
หนึ่งในตัวช่วยที่สำคัญ ก็คือ “กองทุนประหยัดภาษี” ทั้ง “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF), “กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และ “กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน” (ThaiESG) นั่นเอง
รู้มั้ย ลงทุน “กองทุนประหยัดภาษี” 10,000 บาท “เซฟภาษี” ได้เท่าไร? วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีคำตอบมาฝากกัน
“ภาษีที่ประหยัดได้ คือ รายได้ที่เพิ่มขึ้น”...คิดเป็น “ผลตอบแทน” ตั้งแต่ 5 – 35%
“การยื่นภาษี” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายภาษีเสมอไป หากเป็นผู้มีรายได้จากงานประจำอย่างเดียว และฐานเงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ก็ไม่ต้องยื่นภาษี
ส่วน “การเสียภาษี” นั้น เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะเสียภาษีก็ต่อเมื่อมี “เงินได้สุทธิ” เกิน 150,000 บาท เท่านั้น
สำหรับ “การคำนวณภาษี” เริ่มต้นด้วยการคำนวณหาเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี โดยนำเงินได้พึงประเมินทุกประเภทรวมกันตลอดปีภาษี หักด้วยค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด สรุปเป็นสูตรง่ายๆ ดังนี้
เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
ซึ่ง “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” นั้นเป็นอัตราก้าวหน้า มีเงินได้สุทธิมาก ก็เสียภาษีมาก ตั้งแต่ 5 – 35%

ดังนั้น ถ้าเราทำให้ “เงินได้สุทธิ” มีขนาดที่เล็กลงได้ ก็จะทำให้เสียภาษีได้น้อยลงเช่นกัน ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็น “ค่าใช้จ่าย” และ “ค่าลดหย่อน” ต่างๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยให้นั่นเอง
สำหรับใครที่มีภาระ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ที่ต้องเสียแล้ว กลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” เป็นทางเลือกแรกที่ควรจะลงทุน เป็นส่วนของ “ค่าลดหย่อน” ที่จะมาหักจากเงินได้สุทธิ ทำให้เงินได้สุทธิมีขนาดที่เล็กลง
ที่สำคัญ “ภาษีที่ประหยัดได้...ก็คือ รายได้ที่เพิ่มขึ้น” นั่นเอง คิดเป็น “ผลตอบแทน” ตั้งแต่ 5 – 35% ขึ้นกับฐานภาษีของแต่ละคนเป็นสำคัญ มองไปในปัจจุบันจะหาการลงทุนที่ไหนที่ให้ผลตอบแทนแบบนี้ได้อีกตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงทุน (คิดจากภาษีที่ประหยัดได้ก่อนเลยนะ) ซึ่งถือเป็น “แต้มต่อ” ที่สำคัญที่คุณไม่ควรละเลยแต่ประการใด
ถ้าคุณลงทุนใน “กองทุนประหยัดภาษี” 10,000 บาท แล้วมีฐานภาษี 5% คุณจะประหยัดภาษีได้ 500 บาท หรือเงินที่เซฟภาษีได้คิดเป็นอัตราผลตอบแทนบนเงินลงทุน 5%
และถ้าคุณอยู่ในฐานภาษียิ่งสูง ก็จะเซฟภาษีได้มากขึ้นไปด้วย เช่น ฐานภาษี 35% จะประหยัดภาษีได้ 3,500 บาท หรือคิดเป้นอัตราผลตอบแทน 35% เลยทีเดียว
“แต้มต่อ” ที่ว่านี้ มองข้ามไม่ได้ เพราะนั่นกำลังบอกว่าการลงทุนหากเกิดผลขาดทุน 5 – 35% ตามฐานภาษีของแต่ละคน คุณก็จะกลับมาเสมอตัว ยังไม่ถึงกับขาดทุนนั่นเอง แต่ถ้าใครกังวลในเรื่องที่ “ผลขาดทุน” จะมากกว่า “ภาษีที่เซฟได้” ก็สามารถเลือกกองทุนที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” (กลุ่มตราสารหนี้) ไม่เน้นผลตอบแทนมากนักก็สามารถทำได้เช่นกัน ดังนั้น...ใครอยาก “เฟซภาษี” จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
