Official Update :

สถิติฟ้อง “หุ้นไทย” ผลตอบแทนต่ำ-เสี่ยงสูง... คาดผลตอบแทนระยะยาวต่ำเตี้ย 5% ต่อปี เท่านั้น แนะ “กระจายลงทุนตปท.” ทางเลือกที่ตอบโจทย์ !!!

Wealthy Way: เชื่อว่านักลงทุนคงต้องเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ลงทุนระยะยาวในหุ้น” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบมาบ้าง ไม่มากก็น้อย


แต่นั่น...ดูเหมือนจะใช้กับ “ตลาดหุ้นไทย” ไม่ได้ก็ไม่ปาน


เพราะช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา “หุ้นไทย” ให้ผลตอบแทนเพียง 1.8% ต่อปี เท่านั้น ในขณะที่ “หุ้นโลก” ให้ผลตอบแทน 9.8% ต่อปี สูงกว่าหุ้นไทยซะงั้น


ที่น่าตระหนก คือ “ความผันผวน” ของ “หุ้นไทย” กลับสูงในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ 20.3% ต่อปี สูงกว่า “หุ้นโลก” ที่ 14.8% ต่อปี เท่านั้น (ที่มา: KCMA, วันที่ 31 ธ.ค. 24)


หักตำราการลงทุน...เพราะ “เสี่ยงสูง-ผลตอบแทนต่ำ” ไปเฉยๆ !!!


แต่มองไปช่วง 10 – 15 ปี ข้างหน้า ถือว่า “หุ้นไทย” มีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยผลตอบแทนคาดหวังอยู่ที่ 5% ต่อปี สูงกว่าอดีตที่ผ่านมา แต่ก็ยังต่ำกว่า “หุ้นโลก” ที่ 5.90% ต่อปี


และต่ำกว่าหุ้นญี่ปุ่น, หุ้นยุโรป, หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นสหรัฐ ที่ให้ผลตอบแทนระหว่าง 5.5 – 7.6% ต่อปี เลยทีเดียว


ถ้านักลงทุนยังหวังจะสร้างผลตอบแทนที่ดีเพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวที่ยั่งยืนแล้ว อาจถึงเวลาต้องขยับ “ไปลงทุนต่างประเทศ” มากขึ้น


สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวยังมีอีกมาก มีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


สุดช็อก!!! คาดผลตอบแทนระยะยาว "หุ้นไทย" ต่ำเตี้ย 5% ต่อปี เท่านั้น...
ถึงเวลาเพิ่ม "ลงทุนตปท."

การลงทุนใน “หุ้น” ระยะสั้นความผันผวนจะสูง ผลตอบแทนดูยากเป็นได้ทั้งบวกและลบ แต่ถ้าเพิ่มระยะเวลาการลงทุนให้นานขึ้น ก็มีโอกาสที่ผลตอบแทนจะเป็นบวกได้เช่นกัน จากการศึกษาการลงทุนใน “หุ้น” ตั้งแต่ปี1950 -2024 พบว่า ถ้าลงทุน 1 ปี ผลตอบแทนยังติดลบได้ -37%, แต่ถ้าลงยาวขึ้นเป็น 5 ปี เหลือ -2%, 10 ปี เหลือ -1% และ 20 ปี ไม่ติดลบ ผลตอบแทนต่ำสุดยังบวกอยู่ 6% เป็นต้น (ที่มา: KCMA, ข้อมูลปี 1950 – 2024)



แต่ก็คงต้องเลือก “หุ้น” ที่จะลงทุนด้วยเช่นกัน ต้องไม่ลืมว่า...ไม่มีสินทรัพย์ไหนที่จะให้ผลตอบแทนดีเป็นที่หนึ่งได้ตลอดเวลาทุกปี หากแต่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ดังนั้น “การกระจายการลงทุน” (Diversified) จึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของการลงทุนในระยะยาว และการศึกษาก็พบว่า “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) มีความสำคัญต่อผลตอบแทนมากกว่า 90% เลยทีเดียว


ในเมื่อ “หุ้นไทย” เพียงอย่างเดียว อาจถึงเวลาต้องขยับไป “ลงทุนต่างประเทศ” กันมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะไปเอาผลตอบแทนดีๆ มาจากที่ไหนกัน


ทางบทวิจัย "KAsset Capital Market Assumptions" (KCMA) ประจำปี2025 ของ “บลจ.กสิกรไทย” มีคำตอบในเรื่องนี้มาฝากกัน โดยเปิดเผยถึงผลตอบแทนระยะยาว 10 – 15 ปี ข้างหน้า พบว่า “หุ้นไทย” ผลตอบแทนอยู่ที่ 5% ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลประมาณ 3.9% ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ปันผลสูงและทำให้ “หุ้นปันผล” ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสรายรับที่สม่ำเสมอกลับมา


แต่ถ้าจะมองหาโอกาสของผลตอบแทนที่ดีกว่าคงต้องขยับไป “ลงทุนต่างประเทศ” มากขึ้น โดย “หุ้น” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วง 10 – 15 ปี ข้างหน้า แม้ว่าจะไม่มากเท่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมากก็ตาม


“หุ้นญี่ปุ่น-ยุโรป” เด่นสุด 10 – 15 ปี ข้างหน้า...ชู “
Private Asset” โอกาสลงทุนสร้างผลตอบแทนสูง

โดยตลาดที่น่าสนใจ ประกอบด้วย “หุ้นญี่ปุ่น” 7.6% ต่อปี, “หุ้นยุโรป” 7.3% ต่อปี, “หุ้นตลาดเกิดใหม่” 6.1% ต่อปี, “หุ้นสหรัฐ” 5.5% ต่อปี และ “หุ้นโลก” 5.9% ต่อปี ตามลำดับ


ในส่วนของ “ตราสารหนี้” เอง “ตราสารหนี้ไทย” ผลตอบแทนในช่วง 10 – 15 ปีข้างหน้า ก็ไม่สูงมาก 2.8% ต่อปี แต่ดีที่มีเสถียรภาพความผันผวนค่อนข้างต่ำ ซึ่งน่าจะเป็น “จุดเด่น” ที่ไม่อาจมองข้ามไป ในขณะที่ “ตราสารหนี้สหรัฐ” กลับให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่า U.S. Investment Grade”  3.9% ต่อปี ส่วน U.S. High Yield” 4.9% ต่อปี เช่นเดียวกับ “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” ผลตอบแทนในสกุลดอลลาร์ก็ไม่น้อย 4.7% ต่อปี


ที่น่าสนใจ คือ กลุ่ม Private Asset” ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น 7 – 9% ทั้ง Private Equity”, “Private Debt” และ Private Real Estate” เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีการนำเสนอกองทุนกลุ่มนี้ให้นักลงทุนไทยแล้วแต่ยังจำกัดวงอยู่ในกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่ง (UI) เท่านั้น


เมื่อการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนของคุณ “การลงทุนในไทย” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การไป “ลงทุนต่างประเทศ” ก็เป็นทางออกที่น่าสนใจและเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่การไปแบบแทงหวยก็คงไม่ไหว แต่ไปแบบ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า รับความเสี่ยงได้แค่ไหนก็จัดไปให้เหมาะสมกับตัวเองสำคัญสุด จะได้หลับสบายด้วยเวลาลงทุน


ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’