ปี24 “กองทุนทองคำ” แชมป์ “ผลตอบแทนคุ้มเสี่ยง”... โชว์ Sharpe Ratio สูงสุด 1.23 ส่วน “กอง Health Care” บ๊วยสุด “ผลตอบแทนไม่คุ้มเสี่ยง” -1.02 ด้าน “กองหุ้นกลาง-เล็กไทย” ติดรองบ๊วย -0.96 !!!
Wealthy Way: เรื่องของการลงทุนไม่มีใครไม่อยากได้ “ผลตอบแทน” แต่บ่อยครั้งก็ทำให้นักลงทุนติด “กับดักผลตอบแทน” ไปได้เช่นกัน
เพราะต้องไม่ลืมว่า...อีกด้านของ “ผลตอบแทน” ก็คือ “ความเสี่ยง” นั่นเอง ซึ่งเป็นโลกคู่ขนานที่จะมาพร้อมๆ กันเหมือนอีกด้านของเหรียญ
ดังนั้น การมอง “ผลตอบแทน” เพียงด้านเดียว ก็จะเป็นการมองภาพที่ไม่ครบถ้วน !!!
สำหรับ “กองทุนรวม” ได้มีตัวช่วยให้นักลงทุนมองภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมองผ่าน “อัตราผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง” (Risk Adjusted Return) ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ แต่ “สายกองทุน” คงคุ้นกับ “Sharpe Ratio” มากที่สุด
ในปี2024 ที่ผ่านมานั้น 10 “ประเภทกองทุน” ที่มี “Sharpe Ratio” สูงสุด - แย่สุด มีอะไรบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

ปี24 “กองทุนทองคำ” แชมป์ “Sharpe Ratio” สูงสุด 1.23
สำหรับการวัดผลการดำเนินงานของ “กองทุนรวม” ด้วย “Sharpe Ratio” (ชาร์ป เรโช) เป็นการวัด “ผลตอบแทน” ของกองทุนรวมที่มากกว่าหรือ เหนือกว่า อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง ปรับด้วย “ค่าความเสี่ยงของกองทุนรวม” คือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.)
เป็นการมอง “ผลตอบแทน” ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เท่ากัน ดังนั้นกองทุนที่มีค่า “Sharpe Ratio” ที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับอีกกองทุนหนึ่งซึ่งมีนโยบายลงทุนเหมือนกัน แสดงว่า ผู้จัดการกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า ณ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เท่ากัน
“ดังนั้น ในการพิจารณาการลงทุนแล้ว นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านผลตอบแทน เราจึงควรคำนึงถึงโอกาสที่ผลตอบแทนที่จะไม่เป็นไปตามคาดหวังจากความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ด้วย ซึ่งค่า ‘Sharpe Ratio’ ยิ่งสูงก็จะหมายถึงกองทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงได้ดีกว่า”
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เปิดเผยผ่านรายงานว่า ในปี2024 นั้น ประเภทกองทุนในอุตสาหกรรมที่มีค่า “Sharpe Ratio” ดีที่สุด คือ “Commodities Precious Metals” ซึ่งเป็นกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 20% ในขณะที่มีความผันผวนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนหุ้น ทำให้ค่าผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงหรือ “Sharpe Ratio” มีระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทอื่นๆ คือ 1.23

ในทางตรงกันข้าม ประเภทกองทุนที่มีค่า “Sharpe ratio” ต่ำที่สุดในปีที่ผ่านมา คือ กองทุนกลุ่ม “Global Healthcare” ที่ถึงแม้ว่าจะมีความผันผวนสูง แต่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นกลับติดลบสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ จึงทำให้ค่า “Sharpe ratio” ค่อนข้างต่ำ
นอกจากนี้ “กองทุนหุ้นไทย” ในกลุ่ม Small/Mid Cap ยังติดในกลุ่มเป็น “อันดับ 2” ของประเภทกองทุนที่มีค่า Sharpe ratio ต่ำที่สุด และยังมี “กองทุนตราสารหนี้” หลากหลายประเภทที่ติดในกลุ่มนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นอาจยังไม่สามารถชดเชยผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงได้มากพอเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง
“Morningstar Rating”…อีกทางเลือกของ “ผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง” ที่น่าสนใจ
แม้การใช้ “Sharpe Ratio” เป็นข้อมูลที่ดีในการประกอบการตัดสินใจลงทุนก็ตาม แต่ข้อมูลนี้ก็หาดูไม่ได้ง่ายนักในอุตสาหกรรมกองทุนไทยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยังมีรูปแบบอื่นๆ ในการดู “ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง” ให้เลือกใช้แทนได้ นั่นก็คือ “Morningstar Rating” นั่นเอง ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทาง “Morningstar” โดยให้เรทติ้งกองทุนเป็นสัญลักษณ์รูป “ดาว” ตั้งแต่ 1 – 5 ดวง มาใช้ประกอบการตัดสินใจแทนได้
“โดยการจัดอันดับ ‘Morningstar rating’ นี้จะพิจารณาทั้งในด้านประวัติผลตอบแทนและความเสี่ยงของแต่ละกองทุนควบคู่กันอยู่แล้ว โดยจำนวนดาว ‘Morningstar rating’ ยิ่งมาก ก็จะบ่งบอกถึงประวัติผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนอื่นๆ ในกลุ่มเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง”
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างปัจจัยที่สามารถนำมาใช้ในการพิจารณาการลงทุน โดยเฉพาะในด้าน “ความเสี่ยง” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยด้านมหภาค, ประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุน, ปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนของทีมผู้จัดการกองทุน เป็นต้น ดังนั้น นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านผลตอบแทนแล้ว นักลงทุนจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้ให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การลงทุนเป็นไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
การเลือกกองทุน โดยพิจารณาจาก “ผลตอบแทน/ความเสี่ยง” หรือ “ผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง” (Risk Adjusted Return) จะช่วยให้มองเห็นภาพในมิติที่ครบถ้วนทั้ง “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ไม่ได้ดูเพียงแค่ตัวเลข “ผลตอบแทน” เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคตแต่ประการใด แต่ก็ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้เช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
