รู้จัก 6 “ความเสี่ยง” ...ของการลงทุนใน “ตราสารหนี้” !!!
Wealthy Way: “ผลตอบแทน” กับ “ความเสี่ยง” เป็นโลกคู่ขนานของกันและกัน เป็นไปตามหลักการลงทุน “High Risk, High Expected Return” นั่นเอง
ไม่ว่าคุณจะลงทุนใน “สินทรัพย์” ประเภทใดก็ตาม
หนึ่งในการลงทุนใน “นักลงทุนสายเซฟ” ชื่นชอบก็คือ “ตราสารหนี้” ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หรือหุ้นกู้ก็ตาม ด้วย “ดอกเบี้ย” ที่ดีกว่าเงินฝาก ในขณะที่ไม่เสี่ยงเหมือนหุ้น
แต่การลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงอย่าง “ตราสารหนี้” ก็ยังคงมี “ความเสี่ยง” อยู่นั่นเอง !!!
โดยมี 6 “ความเสี่ยง” หลักๆ ที่นักลงทุนต้องเจอเมื่อลงทุนใน “ตราสารหนี้” มีอะไรบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้สรุปเอาไว้ใหเรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
รู้จัก 6 “ความเสี่ยง”...ของการลงทุนใน “ตราสารหนี้”
รู้หรือไม่?...นักลงทุนบางส่วนเข้าใจผิดคิดว่าการลงทุนใน “ตราสารหนี้” ไม่มีความเสี่ยง แต่จริงๆ แล้วการลงทุนใน “ตราสารหนี้” ก็มี “ความเสี่ยง” เช่นเดียวกัน แม้แต่การลงทุนใน “พันธบัตรรัฐบาล” ที่รัฐเป็นผู้ออกก็ยังมีความเสี่ยงนะ
“แต่ที่มักพูดว่า ‘พันธบัตรรัฐบาล’ ไม่มีความเสี่ยงนั้น เป็นการพูดเพียงมิติเดียวในเรื่องของ ‘ความเสี่ยงด้านเครดิต’ (Credit Risk) เท่านั้น เพราะถือว่ารัฐมีฐานะความน่าเชื่อถือดีที่สุดแล้วในประเทศ จึงอนุโลมว่า ความเสี่ยงด้านนี้ไม่มี โอกาสจะเจอรัฐชักดาบยาก เพราะรัฐท้ายสุดก็สามารถเก็บภาษีมาจ่ายหนี้ได้อยู่ดี แต่มิติความเสี่ยงด้านอื่นยังมีอยู่เช่นกัน”
สำหรับ “ความเสี่ยง” หลักๆ ของการลงทุนใน “ตราสารหนี้” มี 6 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่
1.“ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้” (Credit/Default Risk) เป็นความเสี่ยงในการ “ผิดนัดชำระหนี้” (Default) เป็นความเสี่ยงที่บริษัทผู้ออกตราสารหนี้เกิดวิกฤติ ที่ทำให้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นคืนได้ ทำให้นักลงทุนอาจจะไม่ได้รับเงินคือ หรือได้รับไม่เต็มจำนวนความเสี่ยงนี้ถือเป็นความเสี่ยงหลักของการลงทุนในตราสารหนี้
2.“ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง” (Liquidity Risk) เกิดขึ้นจากการที่ตราสารหนี้นั้นไม่มีสภาพคล่องในตลาดในกรณีที่นักลงทุนต้องการจะขายตราสารหนี้ ก็อาจขายไม่ได้ในเวลาที่ต้องการ หรือขายไม่ได้ ณ ราคาที่ต้องการ เช่น ราคาที่ขายจริงต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น
“แต่ถ้านักลงทุนถือตราสารหนี้ไปจนครบกำหนด ก็ไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงนี้ ซึ่งนักลงทุนบุคคลส่วนใหญ่จะซื้อแล้วถือจนครบอายุเป็นหลัก เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ หรือหุ้นกู้ต่างๆ แต่หากต้องการขายก่อนก็อาจจะเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องนี้ได้เช่นกัน”

3.“ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย” (Interest rate Risk) เป็นความเสี่ยงจากการที่ราคาตราสารหนี้จะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง เนื่องจากราคาตราสารหนี้จะ ‘แปรผกผัน’ กับอัตราดอกเบี้ย
“แต่ถ้าถือตราสารจนครบกำหนดอายุ จะไถ่ถอนได้ตามราคาหน้าตั๋วเสมอ ดังนั้น นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้โดยการถือตราสารจนครบกำหนดอายุนั่นเอง”
4.“ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ” (Inflation Risk) เพราะการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ในขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลให้ “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (ดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ)” ลดลง
“ความเสี่ยงนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยการลงทุนในตราสารหนี้ชดเชยเงินเฟ้อ หรือตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นต้น”
5.“ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด” (Event Risk) เป็นความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝันที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการจนอาจส่งผลต่อ “ความสามารถในการชำระหนี้” ได้ ตัวอย่างล่าสุดจาก วิกฤติ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทในกลุ่มท่องเที่ยว จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือต้องขอยืดหนี้ (Delay) การจ่ายเป็นต้น
6.“ความเสี่ยงจากการนำเงินไปลงทุนต่อ” (Reinvestment Risk) เกิดขึ้นในกรณีที่นักลงทุนได้รับเงินต้นหรือดอกเบี้ยแล้วนำไปลงทุนต่อได้ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำลง เป็นความเสี่ยงที่มีน้ำหนักมากขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาลง ทำให้นักลงทุนเกิดความเสี่ยงในการนำเอาเงินไปลงทุนต่อในผลตอบแทนที่ลดลงนั่นเอง
อย่าลืมว่าลงทุนใน “ตราสารหนี้” ก็มี “ความเสี่ยง” เช่นเดียวกัน “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมไปในตราสารหนี้ที่หลากหลาย มีอายุที่แตกต่างกัน ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงให้ได้เช่นกัน และความเสี่ยงบางอย่างก็แก้ไขได้ง่ายๆ แค่ “ถือไปจนครบอายุ” เท่านั้นเอง
