โอกาสที่ “Bond Yield” จะปรับลงแรงเหมือนครึ่งปีแรก “เกิดขึ้นยาก”... นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะ “ลด Duration ลง” !!!
Where2put Ur Money: การลงทุนในปี 2568 “ไทร” เชื่อว่าเป็นปีที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับการปรับพอร์ตบ่อยครั้ง เพราะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามภาษีการค้า ไปจนถึงสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ ส่งผลให้แต่ละสินทรัพย์มีช่วงขึ้น-ลงสลับไปมา แต่ท่ามกลางความผันผวนของหลายๆ สินทรัพย์กลับมีหนึ่งสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นแรงแบบเงียบๆ นั่นคือ “กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว”
“น้อยครั้งมากเลยค่ะ ที่เราจะได้เห็น ‘กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว’ สามารถให้ผลตอบแทนระดับ +4% ภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งปี (อ้างอิงจากกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว เช่น K-FIXED-A, KFAFIX-A, KFENFIX-A) เพราะโดยปกติกองทุนตราสารหนี้ของไทยมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 2.0% เท่านั้น”
โดยผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในปีนี้มาจากการ “ปรับตัวขึ้นของราคาตราสารหนี้” มากกว่า “ดอกเบี้ย” ของตราสารหนี้ในพอร์ต
แล้วอะไรเป็นสาเหตุของ “การปรับตัวขึ้นของราคาตราสารหนี้ไทย” ในปีนี้?
ปัจจัยสำคัญ คือ นักลงทุนส่วนใหญ่มองไปในทางเดียวกันว่าหลังจากนี้ “กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีกหลายครั้ง” ซึ่งถึงแม้ กนง.จะได้ลดดอกเบี้ยในปีนี้ไปแล้ว 2 ครั้ง หรือ 0.50% แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ ฟื้นตัวช้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กนง. ต้องปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ซึ่งความคาดหวังการลดดอกเบี้ย ก็สะท้อนไปใน “ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย” (Thai Bond Yield) ที่ปรับตัวลงเรื่อยๆ ในทุกช่วงอายุ บ่งชี้ว่ามีแรงเข้าซื้อตราสารหนี้ไทยเพื่อ “ล็อคดอกเบี้ยระยะยาว” เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
โดยพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1ปี และ10 ปี ซึ่ง Yield เคยอยู่ระดับ 1.95% และ 2.3% ตามลำดับเมื่อช่วงต้นปี แต่ในช่วงปลายกรกฎาคม 2568 ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.39% และ 1.49% ตามลำดับ
เมื่อ Yield ลดลงแรงแบบนี้ ราคาตราสารหนี้ในตลาดรองก็พุ่งขึ้นแรงตาม โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่อายุยาว Duration สูง 5 ปีขึ้นไป ที่ “กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว” ต่างๆ ลงทุนอยู่ ราคาก็ปรับตัวขึ้นได้ถึง 3–6% ในเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งสำหรับการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวแล้ว ก็เปรียบเหมือนการ “ได้โบนัสก้อนโต” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ค่ะ

อีกปัจจัยที่สนับสนุนก็ คือ “แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า”
สำหรับนักลงทุนต่างชาติตราสารหนี้ไทยคือ “ที่พักเงิน” ที่มั่นคงเพราะไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูง และหากค่าเงินบาทแข็งค่าก็จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติ “ได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม” ไปด้วย
โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากระดับ 35.0 บาท/ดอลลาร์ มาที่ 32.5 บาท/ดอลลาร์ สาเหตุหลักคือ “Fund Flow” ที่ไหลกลับเข้าตลาดพันธบัตรไทยอีกครั้ง หลังดอกเบี้ยไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงที่ชัดเจน ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ และ แข็งค่ากว่าทุกประเทศในภูมิภาค
“ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ การได้ผลตอบแทนจากพันธบัตรไทย และยังได้กำไรจากเงินบาทที่แข็งขึ้น จึงเหมือนได้ผลตอบแทนสองต่อ”
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในรอบนี้ “ราคาตราสารหนี้ไทย” ถึงไม่ได้ขึ้นแค่เพราะดอกเบี้ยจะลงอย่างเดียว แต่ยังได้แรงเข้าซื้อต่างชาติเพราะแนวโน้มจาก “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าขึ้นด้วย
สุดท้ายคำถามสำคัญ คือ แล้ว “ความปัง” ของ “กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว” จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน ?
ต้องยอมรับว่าผลตอบแทนระดับ +4% ในครึ่งปีแรกของกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว “ไม่ใช่เรื่องปกติ” และความคาดหวังการลดดอกเบี้ยอีกหลายครั้งของไทยก็ “สะท้อน” เข้าไปในราคาตราสารหนี้แล้ว อาจทำให้ “Upside” ต่อจากนี้เริ่มจำกัดมากขึ้น
เราอาจจะยังเห็น Bond Yield ลดลงได้อีกเล็กน้อย ถ้าดอกเบี้ยนโยบายไทยปรับลงต่อในไตรมาส 3/68 แต่โอกาสที่ Bond Yield จะปรับตัวลงแรงๆ สร้าง “โบนัส” แบบในช่วงครึ่งปีแรก เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยากแล้ว
โดยความเสี่ยงก็คือ ถ้ากนง.ลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด ก็อาจจะทำให้เกิดแรงเทขายในตราสารหนี้ระยะยาวได้
ดังนั้นนักลงทุนที่ลงทุนใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว” ต้องทำความเข้าใจว่า เพราะอะไรผลตอบแทนคาดหวังจึงอาจจะ “ไม่ได้สูง” เหมือนกับในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และอาจจะเริ่มมีความผันผวนที่สูงขึ้น ดังนั้นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ อาจพิจารณา “ลด Duration ลง” โดยการสับเปลี่ยนไปลงทุนใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” หรือ “กองทุนตลาดเงิน” มากขึ้นในช่วงหลังจากนี้
