3 “โรคการเงิน” ที่ควรรู้จัก !!!

Where2put Ur Money: รู้กันไหมครับว่า ในทางการเงิน มีโรคบางประเภทที่เกิดจากความวิตกกังวล หรือพฤติกรรมทางการเงินซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความกินดีอยู่ดีในชีวิตได้ ซึ่งโรคเหล่านี้มักเกิดจากอาการทางจิต หรือพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นได้โดยที่คนๆ นั้นไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับความกลัวในเรื่องต่างๆ ที่เรียกกันว่า “โรคกลัว” (Phobia)


แน่นอนว่า คนแต่ละคนต่างมีความกลัวในสิ่งต่างๆ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน บางคนกลัวความสูง บางคนกลัวที่แคบ บางคนกลัวความมืด หรือบางคนอาจกลัวสัตว์ต่างๆ แตกต่างกันไป ซึ่งความกลัวเหล่านี้หากไม่สามารถควบคุมได้ หรือมีระดับความรุนแรงที่สูงมาก ก็อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ และการดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้


โดย “โรคกลัว” ถือเป็นความผิดปกติทางจิตประเภทหนึ่ง ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนเองกลัวโดยไม่มีเหตุผล และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตนเองกลัวนั้นก็จะเกิดอาการกลัวจนเกินปกติ ตื่นตระหนก และ “วิตกกังวลจนเกินเหตุ”  (Anxiety Disorder) ปฏิเสธต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง จนถึงกับอาจทำให้สูญเสียการควบคุม หรือห้ามตนเองไม่ได้


ในทางการเงินเอง ก็มีโรคที่เกิดขึ้นจาก “ความกลัวทางการเงิน” ในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้คนเป็นจำนวนมาก ดังนี้


- “โรคกลัวความรวย” (Plutophobia) จัดได้ว่าเป็นโรคที่แปลกประหลาดมากที่สุด เนื่องจากคนส่วนใหญ่อยากที่จะรวย มีเงินมีทองเยอะๆ กันทั้งนั้น! โดยเฉพาะในสังคมที่ยกย่องคนรวย ซึ่งวัดฐานะ และความสำเร็จกันที่สินทรัพย์ และรายได้ที่มี ส่งผลให้แทบไม่มีใครหรอกที่ไม่อยากจะร่ำรวย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีวลีเด็ดซึ่งเชื่อแน่ว่าทุกคนคงเคยได้ยินกันมาว่า “ความจนมันน่ากลัว”


อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยนี้กลับมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มองว่า “ความรวยเป็นสิ่งที่น่ากลัว” จนทำให้เกิดเป็นอาการหวาดกลัว หรือมีความรู้สึกด้านลบต่อการมีเงินจำนวนเยอะๆ กลัวความร่ำรวย หรือความมั่งคั่งอย่างไร้เหตุผลจนฝังเป็นรากลึกในจิตใจ โดยอาจรวมไปถึงอาการกลัวที่จะต้องเข้าใกล้ พูดคุยพบปะ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนรวยอีกด้วย


“สำหรับอาการของโรคนี้ก็ได้แก่ กลัวความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ไม่ชอบสะสมเงินทอง เชื่อในหลักธรรมมากกว่าความร่ำรวย เชื่อว่าความร่ำรวยจะนำมาซึ่งปัญหาจากการถูกโกง และเอารัดเอาเปรียบ ชอบต่อต้าน หรือมองคนรวยในแง่ร้าย เป็นต้น ทั้งนี้ ในทางจิตวิทยา เชื่อกันว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ ก็คือ การเผชิญกับประสบการณ์ที่ไม่ดีในวัยเด็กเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ การถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนรวย และการถูกปลูกฝังความคิดเชิงลบที่ว่า ความรวยเกิดจากการทุจริต ฉ้อโกง และจะนำพาไปสู่ความโลภในที่สุดนั่นเอง”



- “โรคกลัวเงินหมด” หรือ “กลัวการใช้เงิน”
(Chrometophobia) แน่นอนว่า ความลังเลที่จะใช้จ่ายเงินอาจเป็นสิ่งปกติ และสมเหตุสมผลสำหรับคนที่ประสบกับปัญหาทางการเงินอยู่ แต่ทว่าโรคกลัวการใช้เงินกลับเป็นอาการป่วยทางจิตที่เกิดจากความวิตกกังวลที่จะสูญเสียเงินโดยไม่มีเหตุผล จนทำให้ไม่กล้าที่จะใช้จ่ายเงิน เพราะกลัวเงินในบัญชีของตนจะหดหายจนหมดไป ส่งผลให้การจะใช้จ่ายในแต่ละครั้งจึงต้องคิดแล้วคิดอีกจนเกินปกติ และทำให้เกิดเป็นความเครียดที่ส่งผลทางลบต่อทั้งร่างกาย และจิตใจ


บางครั้งถึงกับไม่กล้าใช้จ่ายเงินซื้อของที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน หรือไม่กล้าใช้จ่ายเพื่อรักษาดูแลสุขภาพของตนเอง โดยสาเหตุของโรคนี้มีที่มาจากการประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างหนักในอดีต ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ต้องคิดหน้าคิดหลังจนเกินเหตุก่อนที่จะใช้จ่ายเงินแต่ละบาท”


- “โรคกลัวการเป็นหนี้” (Debt phobia) แน่นอนว่า การไม่มีหนี้ย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ในยุคที่รายได้ไม่กระเตื้อง แต่ข้าวของกลับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การก่อหนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย หรือเป็นเรื่องที่น่าอับอายก็เป็นได้ หากรู้จักบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างถูกต้อง และถูกวิธี อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เป็นโรคกลัวการเป็นหนี้จะมองหนี้ในแง่ลบ ไม่กล้าซื้อข้าวของด้วยการผ่อนจ่าย ไม่กล้าใช้บัตรเครดิต ไม่กล้ากู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อบ้าน หรือซื้อรถ


เพราะกลัวว่า ตนเองจะใช้จ่ายเงินเกินความจำเป็นจนทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน และไม่มีเงินใช้ในอนาคต หรือกลัวการโดนทวงหนี้จนต้องอับอายต่อผู้คนรอบข้างที่รู้จัก ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้ ก็คือ ความคิดที่ว่า การมีหนี้สินเป็นความล้มเหลวทางการเงิน รวมถึงการเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับหนี้สินในอดีตที่ผ่านมา”


นอกจากโรคกลัวประเภทต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ยังมีโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการตั้งหน้าตั้งตาเก็บออมเงินจนทำให้เครียด เพราะรู้สึกว่า เก็บออมเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ตนเองมีฐานะการเงินที่มั่นคงอยู่แล้ว ทำให้ลืมที่จะใช้จ่ายเงินเพื่อหาความสุขให้ตนเอง ซึ่งเรียกกันว่า ภาวะ Money Dymorphia” อีกด้วย


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราว่า จะสามารถรับมือกับสิ่งนั้นได้ดีแค่ไหน หากไม่สามารถรับมือได้ดีพอ ก็คงต้องพึ่งพานักบำบัด หรือจิตแพทย์ให้มาช่วยเหลือกันแล้วละครับ  

ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์

นักวิชาการอิสระสายการเงิน-การลงทุน ชอบสื่อสารเรื่องการเงินยากๆ ให้เข้าใจง่าย ผ่านการสอน งานเขียน และการเป็นวิทยากร ทุ่มเททั้งชีวิต หวังปลุกคนไทยให้ตื่นขึ้นมา อ่านออก-เขียนได้ทางการเงิน

Most Viewed
Where to put your money
YLG มั่นใจทองยังเป็นขาขึ้น แม้ระยะสั้นแกว่งตัว Sideway หนี้สาธารณะ-De-dollarization หนุน แนะทยอยสะสมโซน 4,000 ดอลลาร์
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
เซ็นทรัลพัฒนา และศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ ร่วมแสดงพระฉายาลักษณ์ถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
DRT ส่งซิกผลงานไตรมาส 2/69 เติบโตตามแผน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
BDMS เพิ่มงบ WellEra รวมมูลค่า 2.9 หมื่นลบ. ขยายพื้นที่อาคารเพิ่มศักยภาพโครงการ รองรับธุรกิจ Wellness คาดแล้วเสร็จปี 73
เมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“AI” โอกาสลงทุน “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ศก.โลก ชี้เพิ่งอยู่ช่วงเริ่มต้น “วัฏจักรขาขึ้น” รอบใหญ่... ส่วน “หุ้นอวกาศ” อีกแนวโน้มการเติบโตแห่งอนาคต !!!
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us